ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

ยิ่งอ้วนเท่าไหร่ ยิ่งใกล้เบาหวานมากขึ้น


อ.พญ.พิธพร วัฒนาวิทวัส

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบต่อมไร้ท่อ เบาหวาน ไทรอยด์

รหัสเอกสาร PI-IMC-350-R-00

 อนุมัติวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564


        ผู้มีภาวะอ้วนลงพุงหรือเป็นโรคอ้วน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากยิ่งขึ้น ซึ่ง 90% ของผู้ป่วยเบาหวาน เกิดจากภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานหรืออ้วนลงพุง ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญว่า ยิ่งอ้วน..ยิ่งเสี่ยงเบาหวาน


ใครบ้างที่เรียกว่ามีโรคอ้วน

        โรคอ้วน (Obesity)  คือ ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันในส่วนต่างๆ ของร่างกายเกินปกติ โดยประเมินได้จากค่าดัชนีมวลกาย BMI (Body Mass Index) ซึ่งน้ำหนักเกิน คือ BMI 23 – 24.9 kg/m2 , โรคอ้วน คือ BMI 25 – 29.9 kg/m2 , โรคอ้วนรุนแรง คือ BMI ≥ 30.0 kg/m2 โดยสามารถคำนวณได้ ดังนี้


ดัชนีมวลกาย = น้ำหนัก (กก.)

                         ส่วนสูง (ม.) 2


หรือวัดจากเส้นรอบเอว คือ คนเอเชียผู้ชายที่มีเส้นรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร หรือผู้หญิงที่มีเส้นรอบเอวเกิน 80 เซนติเมตร เสี่ยงต่อโรคอ้วนลงพุง



โรคอ้วนเกิดจากอะไร

   1. การรับประทานอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้เกิดการสะสมพลังงาน รวมทั้งการไม่ออกกำลังกายหรือ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว ทำให้พลังงานที่เหลือในแต่ละวันเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม จนกลายเป็นโรคอ้วน


   2. ภาวะที่ร่างกายเผาผลาญพลังงานน้อย ผู้ชายจะมีกล้ามเนื้อมากกว่าผู้หญิง กล้ามเนื้อจะเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า ดังนั้น ผู้หญิงจึงอ้วนง่ายและลดน้ำหนักยากกว่าผู้ชาย


   3. โรคต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง โรคต่อมใต้สมอง หรือโรคต่อมหมวกไตบางชนิด


   4. ยา เช่น ยาคุมกำเนิด ยาสเตียรอยด์ ยาลูกกลอน ยารักษาโรคซึมเศร้า ยารักษาเบาหวาน ยากันชัก


   5. กรรมพันธุ์



 

ความอ้วนทำให้เกิดเบาหวานได้อย่างไร

        ความอ้วนทำให้เกิดภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน หรืออินซูลินไม่สามารถออกฤทธิ์ได้เต็มที่ เนื่องจากไขมันส่วนเกินภาย ในร่างกายจะถูกย่อยสลายเป็นกรดไขมันอิสระ (Free Fatty Acid) กับกลูโคส และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อกลูโคสและกรดไขมันอยู่ในกระแสเลือดมากเกินไป จะส่งผลให้ตับอ่อนสร้างอินซูลินได้น้อยลง จนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ เมื่อร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงานได้ ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูงกว่าปกติ


        นอกจากนี้ภาวะอ้วนลงพุงหรือภาวะเมทาบอลิกซินโดรม (Metabolic Syndrome) ทำให้มีปริมาณเซลล์ไขมันบริเวณช่วงเอวหรือช่วงท้องเพิ่มขึ้น เกิดลักษณะอ้วนตรงกลางลำตัว และมักเกิดร่วมกับการมีระดับไขมันดี HDL-C ลดลง และระดับ ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) เพิ่มขึ้น ทำให้กลไกการเผาผลาญน้ำตาลผิดปกติ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานมากขึ้น

 

 

 

วิธีในการลดน้ำหนัก


1. การควบคุมปริมาณอาหาร


          ในแต่ละวันควรได้รับพลังงานไม่เกิน 1,200 – 1,500 กิโลแคลอรี เลี่ยงของทอด ของหวาน อาหารมันๆ เลือกกินอาหารที่เป็นของนึ่งหรือต้ม แทนของทอด ขนมขบเคี้ยว หลีกเลี่ยงน้ำอัดลม น้ำผลไม้ หันมากินผักผลไม้สดแทน จะได้รับเส้นใยไฟเบอร์มากกว่า


2. การออกกำลังกาย


3. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม


    - ปรับวิธีการรับประทานอาหาร เช่น เคี้ยวนานๆ เมื่อรู้สึกอิ่มแล้วต้องหยุด


    - ปรับพฤติกรรมชีวิตประจำวัน เช่น เดินให้มากขึ้น หากนั่งนานเกิน 30 - 60 นาที ควรลุกมาเดินหรือขยับเคลื่อนไหวร่างกาย


4. การรักษาด้วยยา


    ปัจจุบันมียาลดความอ้วน ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงต่อร่างกาย จึงควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์


5. การรักษาด้วยการผ่าตัดลดน้ำหนัก


     หากเป็นโรคอ้วนรุนแรง หรือมีโรคแทรกซ้อน แพทย์อาจพิตารณารักษาด้วยการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก

 

    สิ่งสำคัญ คือ หากสามารถลดน้ำหนักลงมาได้แล้ว ควรต้องรักษาน้ำหนักให้คงที่และป้องกันไม่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ควบคุมอาหารและหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

 


ข้อมูลอ้างอิง


- พญ.พิธพร วัฒนาวิทวัส . โรคอ้วน . ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ . แหล่งข้อมูล : https://sriphat.med.cmu.ac.th/th/knowledge-509 . ค้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 .

- แผ่นพับเรื่อง 14 พฤศจิกายน วันเบาหวานโลก . สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.