ศ.พญ.สายพิณ พงษธา
สูตินรีแพทย์
รหัสเอกสาร PI-IMC-279-R-01
อนุมัติวันที่ 12 ตุลาคม 2566
การคลอดคืออะไร
การคลอดเป็นกระบวนการธรรมชาติที่ร่างกายคุณแม่พยายามขับเคลื่อนเอาทารกออกจากครรภ์ โดยการคลอดปกติ คือ การคลอดเองทางช่องคลอด และอาจมีการใช้ยาช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดขณะคลอดหรือใช้เครื่องมือทางการแพทย์เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่คุณแม่ในการคลอดด้วย ซึ่งมี 4 ระยะ คือ
1. ระยะปากมดลูกเปิด เริ่มตั้งแต่เจ็บครรภ์จริงจนถึงปากมดลูกเปิดหมด ครรภ์แรกใช้เวลาประมาณ 10-14 ชั่วโมง ครรภ์หลังใช้เวลาประมาณ 7-9 ชั่วโมง
2. ระยะเบ่งคลอด เริ่มตั้งแต่ปากมดลูกเปิดหมดจนทารกคลอดครบ ครรภ์แรกใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ครรภ์หลังใช้เวลาประมาณ 30 นาที
3. ระยะรกคลอด ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
4. ระยะ 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
ทั้งนี้ ในการคลอดปกติ จะมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ อันทำให้การคลอดประสบความสำเร็จ ได้แก่ มดลูกหดรัดตัวดี ปากมดลูกเปิดขยายได้ดี ช่องทางคลอดยืดขยายดี อัตราการเต้นของหัวใจทารกปกติ ทารกมีขนาดที่เหมาะสม เชิงกรานของคุณแม่ขนาดปกติ คุณแม่มีแรงเบ่งดี คุณแม่ร่างกายแข็งแรงดี และไม่หวาดกลัวหรือวิตกกังวลมากเกินไป
ปฏิบัติตัวอย่างไร เมื่อไปรอคลอด
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล คุณแม่จะได้รับบริการจากเจ้าหน้าที่ รวมทั้งวิธีปฏิบัติตัวในขณะรอคลอด ดังนี้
- คุณแม่จะได้รับการสวนอุจจาระ
โดยเมื่อสวนแล้ว คุณแม่ต้องพยายามถ่ายอุจจาระให้หมด เพื่อไม่ให้อุจจาระขวางช่องทางคลอดในขณะที่ศีรษะทารกเคลื่อนต่ำลงมา
และไม่เลอะเทอะขณะเบ่งคลอด
- ไม่กลั้นปัสสาวะ
ถ้ากระเพาะปัสสาวะโป่งพองมาก จะขัดขวางการเคลื่อนต่ำลงของศีรษะทารก
- งดอาหารและน้ำทางปาก
ยกเว้นในรายที่ปากมดลูกเปิดน้อยจะได้รับประทานเป็นมื้อๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งการที่แพทย์มีคำสั่งให้งดน้ำและอาหารนั้น เพื่อเตรียมในกรณีฉุกเฉินในการผ่าตัดคลอด
ดังนั้น พยาบาลจะให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ เพื่อป้องกันไม่ให้คุณแม่ขาดสารน้ำและอาหาร คุณแม่จะได้มีแรงเบ่งคลอด
- ถ้ายังไม่มีน้ำเดิน
สามารถเดินได้ แต่ถ้ามีน้ำเดินแล้ว ควรนั่งหรือนอนพักบนเตียง
เพราะอาจมีสายสะดือย้อยได้
การนอนควรนอนตะแคงซ้ายจะทำให้เลือดไปเลี้ยงทารกในครรภ์ดีขึ้น
- ถ้าเจ็บครรภ์มากให้ปฏิบัติตนเพื่อลดการเจ็บปวดด้วยวิธีธรรมชาติ
เพื่อช่วยเบี่ยงเบนความสนใจ ทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บปวดลดลงและสามารถควบคุมตนเองได้ หรือแพทย์อาจให้ฉีดยาแก้ปวด
- น้ำเดิน ลักษณะเป็นน้ำอุ่นๆ
ออกทางช่องคลอดคล้ายปัสสาวะ เจ็บครรภ์มากหรืออยากเบ่ง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่
- แพทย์อาจเจาะถุงน้ำคร่ำเพื่อกระตุ้นให้เจ็บท้องถี่ขึ้น
ขณะเจาะน้ำคร่ำคุณแม่จะรู้สึกมีน้ำอุ่นๆ ซึมออกจากช่องคลอด
ระยะเบ่งคลอดคืออะไร และต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเข้าสู่ระยะนี้
เมื่อเข้าสู่ระยะเบ่งคลอด คุณแม่จะเจ็บครรภ์มากขึ้นและมีลมเบ่งเพื่อให้ทารกในครรภ์เคลื่อนผ่านช่องคลอดออกมา โดยคุณแม่จะเบ่งได้เมื่อปากมดลูกเปิดหมดและต้องเบ่งขณะมดลูกหดรัดตัว การเบ่งก่อนเวลาจะทำให้คุณแม่เหนื่อยและอาจมีแรงเบ่งน้อย นอกจากนั้นยังทำให้ปากมดลูกบวม ซึ่งจะไปขัดขวางการเคลื่อนต่ำของส่วนนำทารก ทำให้เกิดการคลอดล่าช้า
คุณแม่จะเบ่งอย่างไร
ท่าที่เหมาะสมในการเบ่ง ได้แก่ ท่าครึ่งนั่งครึ่งนอน หรือยกหัวสูงเล็กน้อย โดยเมื่อมดลูกหดรัดตัวให้คุณแม่สูดลมหายใจช้าๆ 2 ครั้ง ครั้งที่ 3 ให้คุณแม่หายใจเข้าลึกๆ แล้วกั้นไว้ ยกศีรษะก้มหน้าคางจรดอก แยกเข่าให้กว้าง พร้อมกับคลายกล้ามเนื้อช่องคลอดและฝีเย็บ มือสองข้างกำเหล็กข้างเตียง แล้วออกแรงเบ่งลงทางช่องคลอดคล้ายถ่ายอุจจาระ นานประมาณ 6 วินาที แล้วผ่อนลมหายใจออก เงยหน้าขึ้น พร้อมกับสูดลมหายใจเข้ากลั้นไว้ แล้วเบ่งซ้ำเช่นเดิมจนมดลูกคลายตัว โดยปกติมดลูกหดรัดตัวครั้งหนึ่งคุณแม่สามารถเบ่งได้ 3-4 ครั้ง เมื่อมดลูกคลายตัวให้คุณแม่สูดลมหายใจเข้าช้าๆ 2 ครั้ง แล้วนอนพักตามสบาย
ขณะคลอดเป็นอย่างไร
เมื่อปากมดลูกเปิดหมดคุณแม่จะถูกย้ายเข้าห้องคลอด โดยนอนขึ้นขาหยั่งและเบ่งคลอด เมื่อศีรษะทารกคลอดออกมาแพทย์ผู้ทำคลอดจะดูดเมือกจากปากและจมูก และช่วยทำคลอดตัวทารก ซึ่งในระหว่างนี้คุณแม่ไม่ต้องช่วยเบ่ง เพราะจะทำให้ทารกคลอดเร็วเกินไป อาจหลุดจากมือผู้ทำคลอดหรือช่องทางคลอดฉีกขาดได้ ยกเว้นในรายที่ทารกตัวโต ผู้ทำคลอดจะให้คุณแม่ช่วยเบ่งเบาๆ หลังจากนั้นจะทำคลอดรก โดยการกดบริเวณหน้าท้อง ซึ่งคุณแม่อาจรู้สึกเจ็บ ทั้งนี้ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน คุณแม่สามารถดื่มน้ำได้ แต่ต้องนอนพักในห้องคลอดเพื่อสังเกตอาการตกเลือดหลังคลอดอย่างใกล้ชิด โดยปกติจะประมาณสองชั่วโมงจึงย้ายไปห้องพิเศษ
ในส่วนของทารก เมื่อคลอดครบแล้ว เจ้าหน้าที่จะนำทารกไปดูแลและเช็ดทำความสะอาดที่เครื่องให้ความอบอุ่น และนำป้ายผูกข้อมือทารก ซึ่งเขียนเพศทารก ชื่อ-นามสกุลคุณแม่ เวลาและวันที่คลอด จากนั้นจะนำทารกไปอาบน้ำและฉีดวัคซีนที่ห้องทารกแรกเกิด
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความเรื่อง
- การคลอด https://sriphat.med.cmu.ac.th/th/knowledge-262
- มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ระยะเบ่งคลอด https://sriphat.med.cmu.ac.th/th/knowledge-263