ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการคุมกำเนิด


นพ.ณัฐพัชร์ จันทรสกา

สูตินรีแพทย์

รหัสเอกสาร PI-IMC-277-R-00

อนุมัติวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563


        การคุมกำเนิด (Contraception) หมายถึง การป้องกันการตั้งครรภ์  โดยแบ่งเป็น การคุมกำเนิดถาวร ได้แก่ การทำหมัน ซึ่งสามารถทำได้ทั้งเพศชายและหญิง และการคุมกำเนิดชั่วคราว คือ การป้องกันการตั้งครรภ์ที่สามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้ เมื่อหยุดการคุมกำเนิด โดยมีหลายรูปแบบ ดังนี้


การใช้ถุงยางอนามัยชาย (Male condom)


        การใช้ถุงยางอนามัยถือเป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่งเมื่อใช้อย่างถูกวิธี และสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน ซิฟิลิส เริม ไวรัสเอชพีวี (HPV) ไวรัสเอชไอวี (HIV) เป็นต้น ซึ่งการใช้ถุงยางอนามัยควรเลือกขนาดที่เหมาะสม ดูวันหมดอายุและวิธีการใช้ และไม่แนะนำให้ใส่ถุงยางอนามัย 2 ชั้น เพราะจะเกิดการเสียดสีและฉีกขาดง่าย รวมทั้งอาจหลุดเข้าไปในช่องคลอดของฝ่ายหญิงได้ นอกจากนี้หากพบถุงยางอนามัยมีรอยรั่วหรือฉีกขาดภายหลังจากใช้ถุงยางอนามัย ฝ่ายหญิงควรคุมกำเนิดฉุกเฉินร่วมด้วย



 

ยาเม็ดคุมกำเนิด (Oral contraceptive pills)


        เป็นการคุมกำเนิดที่นิยมใช้มากวิธีหนึ่ง โดยแบ่งตามชนิดของฮอร์โมนเป็น 3 กลุ่ม คือ 


ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Combined oral contraceptive pills) เป็นยาเม็ดคุมกำเนิดที่ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนรวมกันในเม็ดเดียว โดยเริ่มรับประทานยาคุมกำเนิดเม็ดแรกในช่วงวันที่ 1-5 ของรอบเดือน จากนั้นรับประทานยาวันละ 1 เม็ดในเวลาเดียวกันของทุกวัน (ควรรับประทานก่อนนอน) มีทั้งแบบ 21 เม็ด หรือ 28 เม็ด ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ คือ คลื่นไส้อาเจียน คัดตึงเต้านม ปวดศีรษะ หน้าเป็นฝ้า น้ำหนักตัวเพิ่ม เลือดออกกะปริดกะปรอย


 

ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (Progestin only pills) เป็นยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีโปรเจสเตอโรนเป็นส่วนประกอบเท่านั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีข้อห้ามใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนและสตรีให้นมบุตร และประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะลดลงเมื่อเทียบกับยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ทั้งนี้ จะเริ่มรับประทานภายใน 5 วันแรกของรอบเดือน จากนั้นรับประทานยาวันละ 1 เม็ดในเวลาเดียวกันจนหมดแผง (ต้องทานตรงเวลา) โดยยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดนี้จะมี 28 เม็ดใน 1 แผง ให้ทานยาแผงต่อไปทันทีไม่ต้องเว้น แม้จะมีประจำเดือนก็ตาม อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย คือ เลือดออกกะปริดกะปรอย


 

ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน (Emergency contraceptive pills) ใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ไม่แนะนำให้ใช้เป็นวิธีคุมกำเนิดระยะยาว เนื่องจากการคุมกำเนิดแบบอื่นๆ มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยมากกว่า โดยมากจะใช้ในกรณี เช่น ถูกข่มขืน มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ถุงยางอนามัยแตกรั่ว ลืมกินยา หรือลืมฉีดยาคุมกำเนิด



 

ยาฉีดคุมกำเนิด (Injectable contraception)


เป็นวิธีคุมกำเนิดโดยการฉีดฮอร์โมนเข้ากล้ามเนื้อ ซึ่งมี 2 ประเภท คือ 


1. ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว ประกอบด้วยฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพียงอย่างเดียว การบริหารยาโดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 12 สัปดาห์ อาการข้างเคียงที่อาจพบได้ คือ ประจำเดือนผิดปกติ น้ำหนักตัวเพิ่ม มีภาวะกระดูกบาง และหลังหยุดยาจะยังไม่ตั้งครรภ์ทันที 


2. ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 4 สัปดาห์ อาการข้างเคียงคล้ายกับอาการข้างเคียงของยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม

 

ยาฝังคุมกำเนิด (Implant contraception)

        เป็นการคุมกำเนิดโดยการฝังแท่งยาที่ประกอบด้วยฮอร์โมนโปรเจสตินแท่งเล็กๆ จำนวน 1-2 แท่ง เข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณท้องแขนด้านในข้างที่ไม่ถนัด  ฮอร์โมนจากแท่งยาจะค่อยๆ ซึมออกมาเข้าสู่ร่างกายทีละน้อย เป็นวิธีที่สะดวก ฝังเป็นระยะเวลา 3-5 ปีแล้วแต่จำนวนแท่งยา จึงไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาลบ่อยๆ เมื่อครบกำหนดต้องเอาหลอดยาเดิมออก อาการข้างเคียงที่อาจพบ คือ ประจำเดือนผิดปกติ อารมณ์แปรปรวน ภาวะแทรกซ้อนในตำแหน่งที่ฝังยาที่อาจพบได้ เช่น ติดเชื้อ ระคายเคืองตรงตำแหน่งที่ฝังยา เป็นต้น ส่วนอาการอื่นๆ อาจพบได้น้อย เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้องน้อยและปวดประจำเดือน เป็นสิว เป็นต้น     

 

แผ่นแปะคุมกำเนิด (Transdermal patch)
        แผ่นแปะคุมกำเนิด 1 แผ่น สามารถออกฤทธิ์ได้นาน 7 วัน  บริเวณที่เหมาะสมในการแปะแผ่นคุมกำเนิด คือ ผิวหนังที่สะอาดและแห้ง เช่น บริเวณสะโพก หน้าท้อง ต้นแขนด้านนอก หรือแผ่นหลังช่วงบน และควรหลีกเลี่ยงการแปะบริเวณหน้าอก บริเวณที่มีการอักเสบของผิวหนังหรือมีบาดแผล การแปะแผ่นคุมกำเนิดควรให้แนบสนิทกับผิวหนัง และควรตรวจดูทุกวันว่ายังติดดีอยู่ ไม่หลุดลอก โดยอาการข้างเคียงที่อาจพบ ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ปวดท้องน้อย เจ็บเต้านมและเลือดออกกะปริดกะปรอย เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปได้เองภายใน 3 เดือน  และอาการทางผิวหนังตรงตำแหน่งที่แปะ เช่น อาการคัน จะทุเลาลงใน 3-4 วัน


ห่วงคุมกำเนิด (Intrauterine contraceptive device)

        เป็นการใส่อุปกรณ์ทางการแพทย์ขนาดเล็กเข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อออกฤทธิ์ในการป้องกันการตั้งครรภ์ ห่วงคุมกำเนิด แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ห่วงคุมกำเนิดที่ไม่มีสารหรือฮอร์โมนเคลือบ (Non-medicated IUD) และห่วงคุมกำเนิดที่มีสารหรือฮอร์โมนเคลือบ (Medicated IUD) ปัจจุบันมี 2 ประเภท คือ ห่วงคุมกำเนิดที่เคลือบด้วยทองแดง (Copper IUD) และห่วงคุมกำเนิดที่เคลือบด้วยฮอร์โมน (Hormonal IUD) ซึ่งอาการข้างเคียงที่อาจพบได้ คือ ปวดบีบมดลูกเวลามีรอบเดือน ภาวะมดลูกทะลุจากห่วง และภาวะห่วงหลุดไปพร้อมประจำเดือน  ในกรณีเลือกคุมกำเนิดที่เคลือบด้วยฮอร์โมน มีข้อดีช่วยลดอาการปวดประจำเดือน ประจำเดือนมาน้อยลงได้


วงแหวนคุมกำเนิด (Vaginal ring)

        เป็นวงแหวนพลาสติก โปร่งใส ไม่มีสี นุ่มและยืดหยุ่นได้ดี โดยวงแหวนออกฤทธิ์ได้นาน 21 วัน การใส่วงแหวนคุมเนิดให้เริ่มใส่ใน 1-5 วันแรกของรอบเดือน ซึ่งใน 7 วันแรกของการใช้วงแหวนครั้งแรกจะยังไม่ป้องกันการตั้งครรภ์ในทันที ดังนั้น หากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้ต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย อาการข้างเคียงที่อาจพบได้ คือ  ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ เจ็บเต้านมและเลือดออกกะปริดกะปรอย เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปได้เองหลังใช้ 1-2 เดือน และอาจเกิดการระคายเคืองช่องคลอด และมีตกขาวมากขึ้นได้ วงแหวนคุมกำเนิดอาจจะขัดขวางหรือหลุดออกมาขณะมีเพศสัมพันธ์ได้


      ปัจจุบันมีวิธีการคุมกำเนิดอยู่หลายวิธี ทั้งที่มีฮอร์โมนและไม่มีฮอร์โมนเป็นส่วนประกอบ แพทย์สามารถให้คำแนะนำที่ละเอียดมากขึ้น และร่วมตัดสินใจเลือกการคุมกำเนิดให้เหมาะสมที่สุดได้ ถึงแม้ว่าไม่มีการคุมกำเนิดใดที่จะป้องกันการคุมกำเนิดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่การคุมกำเนิดอย่างถูกต้องที่สุด จะให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดสูงที่สุดได้



ข้อมูลอ้างอิง


ผศ.พญ.อุษณีย์ แสนหมี่ . (2017). การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด(Family planning and contraception) . ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ . แหล่งข้อมูล : https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/index.php?option=com_content&view=article&id=1319:2017-04-19-14-49-40&catid=39&Itemid=360 . ค้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 .