ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

โรครองช้ำ



อ.นพ.ภูธร สังขรักษ์

แพทย์กระดูกและข้อ

รหัสเอกสาร PI-IMC-265-R-00

อนุมัติวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563



อาการปวดส้นเท้าจากโรค รองช้ำ


        โรครองช้ำ หรือโรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ เป็นโรคที่พบได้มากถึง 80% ในผู้ป่วยที่มีการปวดส้นเท้าบริเวณใต้ฝ่าเท้า พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่อายุ


ระหว่าง 40-60 ปี โรครองช้ำเกิด ขึ้นเมื่อแผ่นพังผืดซึ่งทำหน้าที่รองรับส่วนโค้งของอุ้งเท้ามีการระคายเคืองและอักเสบ เนื่องจากที่ช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป


ชั้นไขมันที่รองรับน้ำหนักใต้ฝ่าเท้าจะเริ่มฝ่อลง มีการสูญเสียความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อ และมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่มีการสึกหรือเสื่อมของแผ่น


พังผืดใต้ฝ่าเท้า นอกจากนี้ บางครั้งยังพบลักษณะของการกดทับเส้นประสาทบริเวณใต้ฝ่าเท้าอีกด้วย


ปัจจัยเสี่ยง

บ่อยครั้งที่โรครองช้ำมักจะเกิดขึ้นโดยไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างชัดเจน แต่อาจพบปัจจัยเสี่ยงได้ ดังนี้


- ผู้ป่วยที่มีการหดตึงของกล้ามเนื้อที่น่องหรือเอ็นร้อยหวาย ทำให้กระดกเท้าขึ้นได้น้อย


- มีการใช้งานลงน้ำหนักซ้ำๆ เช่น นักวิ่งระยะไกล อาชีพที่ต้องยืน-เดิน นานๆ


- มีการใช้งานที่มากขึ้นกว่าเดิม หรือใช้งานเท้าในลักษณะเปลี่ยนไปจากเดิม


- เท้าผิดรูป เช่น เท้าแบน, อุ้งเท้าสูง


- ภาวะอ้วน


อาการของโรครองช้ำ

        ปวดส้นเท้าบริเวณฝ่าเท้า โดยมีลักษณะสำคัญ คือ ปวดมากในช่วงการเดินก้าวแรกๆ ในตอนเช้า เช่น ก้าวลงเตียงหลังตื่นนอน หลังจากนั้นอาการ



ปวดจะค่อยๆ ลดลงตามการเดินที่มากชึ้น แต่เมื่อใช้งานเรื่อยๆ ในที่สุดก็จะปวดมากขึ้นในช่วงเย็น ช่วงที่มีการนั่งพักขา หรือช่วงเวลานอน



การตรวจวินิจฉัย

        การวินิจฉัยจะใช้การซักประวัติ และการตรวจร่างกายเป็นหลัก ในบางรายอาจมีการส่งตรวจเอ็กซเรย์ ตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรืออาจส่งตรวจ



พิเศษเพิ่มเติม เช่น การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI)เพื่อเป็นการยืนยันการวินิจฉัย หรือเพื่อหาสาเหตุจากโรคอื่นๆ และยังช่วยในการวางแผน



การผ่าตัดด้วย


การรักษา

        การรักษาโรครองช้ำมีหลากหลายวิธีร่วมกัน และอาจมีวิธีอื่นๆ ที่เป็นทางเลือกของการรักษา ในเบื้องต้นแนะนำให้ผู้ป่วยพักการใช้งานเท้า หรือ



หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจให้อาการกำเริบ เช่น ยืนนานๆ เดินมาก หรืองดการวิ่ง งดการใส่รองเท้าที่มีพื้นแข็งหรือมีแผ่นรองฝ่าเท้าที่บางเกินไป ควร



เลือกใช้รองเท้าที่มีความเหมาะสมกับรูปเท้า มีส่วนรองส้นเท้าที่หนานุ่มหรือใช้เสริมแผ่นรองส้นเท้าเพื่อลดแรงกดที่ส้นเท้า นอกจากนี้การบริหาร



ร่างกายโดยการยืดกล้ามเนื้อที่น่อง เอ็นร้อยหวายและเอ็นฝ่าเท้า ก็มีความสำคัญในการรักษา รวมไปถึงการลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน



        ในกรณีที่มาพบแพทย์ แพทย์อาจให้ยารับประทาน หรืออาจมีการฉีดยาเสตียรอยด์เฉพาะที่ หรือมีการใช้อุปกรณ์ดามเท้าในบางราย การรักษา


ทางเลือกอื่นๆ เช่น การฉีดเกล็ดเลือด (PRP) การใช้คลื่นกระแทก (Extracorporeal ShockWave Therapy) อาจมีการพิจารณาใช้ร่วมรักษาในบาง


ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (มากกว่า 90%) มักมีอาการดีขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด กรณีที่การรักษาด้วยวิธีต่างๆ ไม่ได้ผล อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่ง


สามารถทำได้ทั้งวิธีผ่าเปิดแผลหรือการผ่าตัดโดยการส่องกล้อง (Endoscopic surgery)

 


 

แหล่งข้อมูล

 

1. Plantar fasciitis Evaluation and Treatment. Journal of the American Academy of Orthopaedic Surgeons 2008,16:338-346

2. https://orthoinfo.aaos.org/globalassets/pdfs/planter-fasciitis.pdf

3. https://orthoinfo.aaos.org/en/diseases--conditions/plantar-fasciitis-and-bone-spurs