ผศ.นพ.ขจรศักดิ์ นพคุณ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต
รหัสเอกสาร PI-IMC-264-R-00
โดยปกติไตจะเริ่มทำงานลดลงหรือเสื่อมลงตามธรรมชาติ เมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งหากไตเสื่อมลงอย่างช้าๆ ต่อเนื่อง หรือมีความผิดปกติของไตเกินกว่า 3 เดือน จะเรียกภาวะนี้ว่า โรคไตเรื้อรัง
การรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย จำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต ซึ่งเป็นการขับของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย โดยในปัจจุบันมีอยู่ 3 วิธี ได้แก่ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การผ่าตัดปลูกถ่ายไต และการล้างไตทางหน้าท้อง ซึ่งการล้างไตทางหน้าท้อง ผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดเพื่อใส่สายไว้ในช่องท้อง และมีสายโผล่ออกมาจากผนังหน้าท้องไว้เป็นทางสำหรับต่อกับถุงน้ำยาเองที่บ้าน โดยเฉลี่ย 4 ครั้งต่อวัน และต้องทำทุกวัน ในกรณีที่ผู้ป่วยช่วยตัวเองไม่ได้ พยาบาลจะฝึกให้ญาติสามารถทำแทนได้ โดยในระหว่างที่ผู้ป่วยยังไม่ได้รับการล้างไตนั้น จะต้องมีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ดังนี้
แนวทางการปฏิบัติของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการล้างไต
1 .ควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130-140/80-90 มิลลิเมตรปรอท ขึ้นกับระยะของโรคไตเรื้อรัง
2. งดสูบบุหรี่
3. ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไป และควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ
4. ถ้าเป็นเบาหวาน ควรควบคุมระดับน้ำตาลสะสมให้น้อยกว่า 7-7.5 %
5. ถ้ามีระดับไขมันในเลือดสูง ควรควบคุมระดับไขมันชนิด LDL ให้ต่ำกว่า 70-100 มก.ต่อเดซิลิตร
6. หลีกเลี่ยงการซื้อยารับประทานเอง โดยเฉพาะยาแก้ปวด ยาลูกกลอน ยาหม้อ ยาเมือง ( ถ้ามีอาการปวดสามารถรับประทานยาพาราเซตามอลได้ ) และต้องแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเมื่อได้รับยาใดๆ ว่าตนเองเป็นโรคไตเรื้อรัง
7. ผู้ป่วยสตรีจะมีโอกาสในการตั้งครรภ์ลดลง อย่างไรก็ตามผู้ป่วยควรได้รับการคุมกำเนิด เนื่องจากการตั้งครรภ์อาจทำให้หน้าที่ไตเสื่อมลงได้ หากต้องการมีบุตร ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อน
8. ผู้ที่มีอาการบวมหรือมีความดันโลหิตสูง ควรรับประทานอาหารที่มีเกลือโซเดียมต่ำ ( น้อยกว่า 2 กรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับเกลือแกง 1 ช้อนชา ) อาหารที่มีโซเดียมสูง ได้แก่ เกลือแกง น้ำปลา ซีอิ้ว ซอสปรุงรส ผงชูรส อาหารหมักดองหรืออาหารตากแห้ง รวมถึงอาหารแปรรูปต่างๆ
9.
ควรจำกัดอาหารประเภทโปรตีน โดยรับประทานอาหารโปรตีนในระดับ 0.6 – 0.8 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และควรเลือกอาหารโปรตีนที่มีคุณภาพสูง
เช่น เนื้อปลาและไข่ขาว ควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น แฮม กุนเชียง ไส้กรอก
( เนื้อวัว เนื้อหมูสับ หรือเนื้อไก่ 2 ช้อนโต๊ะ =
ปลาตัวเล็ก 1 ตัว= ไข่ขาวต้ม 2 ฟอง =
ลูกชิ้น 4 ลูก= กุ้งสุก 3 – 5 ตัว =
โปรตีน
10. ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ไข่แดง เนย โยเกิร์ต ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม เบียร์ กาแฟ
11. ควรรับประทานเกลือโปตแตสเซียมให้พอเหมาะกับระดับโปแตสเซียมในเลือด (ระดับโปแตสเซียมในเลือดที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 3.5 – 5.5 มิลลิโมลต่อลิตร) ซึ่งอาหารที่มีปริมาณโปแตสเซียมสูงหรือต่ำ มีดังนี้
- อาหารที่มีโปแตสเซียมสูง เช่น ทุเรียน กล้วย กระท้อน แคนตาลูป ฝรั่ง มะละกอสุก ขนุน บร็อคเคอรี่ มันฝรั่ง มะขาม มะเขือเทศ น้ำลูกยอและผลไม้แห้งต่างๆ เช่น ลูกเกด ลูกพรุน
- อาหารที่มีโปแตสเซียมปานกลาง เช่น ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะม่วงดิบ แอปเปิ้ล สตอเบอรี่ ลางสาด เงาะ
- อาหารที่มีโปแตสเซียมต่ำ เช่น สับปะรด ชมพู่ องุ่นเขียว
12. ผู้ที่มีอาการบวม ควรดื่มน้ำไม่เกินวันละ 750 – 1,000 มิลลิลิตร หรือ 3 - 4 แก้ว
13. ควรรับประทานไขมันที่ได้จากพืช เช่น กะทิ น้ำมันมะพร้าว และหลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ รวมทั้งอาหารทะเลและเครื่องในสัตว์ต่างๆ
14. เครื่องเทศที่สามารถใช้เพิ่มรสชาติของอาหารได้ เช่น หอม กระเทียม กระชาย ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ใบโหระพา ใบกระเพรา มะนาว พริกไทย ใบสะระแหน่ ใบแมงลัก รากผักชี
เอกสารอ้างอิง
- กินอย่างไรเมื่อไตเสื่อม หน่วยวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่