ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

โรคตุ่มน้ำพอง



ผศ.นพ.นภัทร โตวณะบุตร

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง

รหัสเอกสาร PI-IMC-267-R-00

อนุมัติวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563


        โรคตุ่มน้ำพอง คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันสร้างสารแอนตีบอดี้มาทำลายโครงสร้างที่ทำหน้าที่ยึดเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังหลุดออกจากกัน กลายเป็นตุ่มน้ำและแผลถลอก รอยโรคสามารถพบได้ทั้งผิวหนังและเยื่อบุ โดยทั่วไปสามารถแบ่งโรคได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ โรคเพมฟิกัส และ โรคเพมฟิกอยด์


        โรคเพมฟิกัส มีอุบัติการณ์การเกิดโรคประมาณ 1 คนต่อประชากร 100,000 คน อายุเฉลี่ยที่เป็นโรคอยู่ช่วง 50-60 ปี พยาธิสภาพของโรคอยู่ในชั้นหนังกำพร้า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีแผลถลอกในช่องปากนำมาก่อน มีอาการเจ็บ อาจพบแผลถลอกที่เยื่อบุบริเวณอื่นได้ เช่น ทางเดินหายใจ เยื่อบุช่องคลอดและอวัยวะเพศ อาการทางผิวหนังมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำที่แตกได้ง่าย กลายเป็นแผลถลอก มีอาการปวดแสบมาก เมื่อแผลหายมักทิ้งรอยดำโดยไม่เป็นแผลเป็น


        โรคเพมฟิกอยด์ พบได้บ่อยกว่าโรคเพมฟิกัส โดยมีรายงานอุบัติการณ์ประมาณ 3 คนต่อประชากร 100,000 คน มักพบโรคในผู้ป่วยอายุมากกว่า 60 ปี พยาธิสภาพเกิดจากการลอกของชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ออกจากกัน ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการผื่นแดง คัน นำมาก่อน ต่อมาเริ่มมีตุ่มน้ำใสขนาดต่างๆ กัน โดยตุ่มน้ำมีลักษณะพอง แตกยาก ตุ่มน้ำอาจแตกออกเป็นแผลถลอก รอยโรคที่เยื่อบุพบได้น้อยกว่าโรคเพมฟิกัส และมักไม่เจ็บ โดยทั่วโปความรุนแรงของโรคมักน้อยกว่าเพมฟิกัส


เป็นโรคติดต่อหรือไม่

        โรคตุ่มน้ำพองเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของภูมิต้านทานในร่างกาย ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เพราะฉะนั้นโรคนี้จึงไม่ติดต่อสู่ผู้อื่น


การวินิจฉัยและการรักษา

        การวินิจฉัยโรคตุ่มน้ำพองอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกาย ร่วมกับการตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาและการตรวจชิ้นเนื้อด้วยวิธีอิมมูนเรืองแสง การรักษามุ่งหวังให้ลดการเกิดตุ่มน้ำใหม่และให้แผลที่มีอยู่แล้วหายเร็วที่สุด ยาที่ใช้รักษาหลัก คือ ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน ร่วมกับยากดภูมิคุ้มกัน โดยแพทย์จะพิจารณาปรับขนาดยาลงเมื่อคุมอาการได้ ส่วนโรคเพมฟิกอยด์ที่มีอาการไม่รุนแรง อาจใช้ยาทาคอร์ติโคสเตียรอยด์ หรือยากลุ่มที่ไม่ใช่ยากดภูมิคุ้มกัน ในรายที่ตุ่มน้ำหรือแผลถลอกมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน อาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย โรคตุ่มน้ำพองมีการดำเนินโรคค่อนข้างเรื้อรังเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี หลังจากโรคสงบแล้วอาจกลับเป็นซ้ำได้ ในกรณีที่สงสัยว่าจะเป็นโรคตุ่มน้ำพอง แนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อจะได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรค