ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

เรื่องอาหารน่ารู้ สำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็ง




นายณัฏฐากรรธ์  ลอยเลิศ

นักกำหนดอาหาร

รหัสเอกสาร PI-IMC-247-R-00

 อนุมัติวันที่ 22 ตุลาคม 2563


        การปฎิบัติตัวเมื่อมีภาวะตับแข็งแล้วนั้น สิ่งที่สำคัญ คือ ต้องงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์ตับส่วนที่ยังดีอยู่ถูกทำลายมากขึ้น และควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้มีสารอาหารเพียงพอต่อร่างกาย ซึ่งปัญหาภาวะโภชนาการของผู้ป่วยโรคตับแข็งส่วนใหญ่ มีดังนี้


-        รับประทานอาหารไม่เพียงพอ : เนื่องจากไม่อยากอาหาร มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ท้องมาน ติดสุรา หรือจำกัดอาหารมากเกินไป

-        การเผาผลาญ (Metabolism) ที่เปลี่ยนแปลงไป : เนื่องจากการเผาผลาญกลูโคส โปรตีนและไขมันได้น้อยลง และภาวะการดื้อต่ออินซูลิน

-        การดูดซึมสารอาหารและการสะสมสารอาหารในร่างกายบกพร่อง

 

โภชนาการและอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็ง


- พลังงาน เน้นเป็นคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก เพื่อป้องกันการสลายของโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานแทน


- โปรตีน  เน้นโปรตีนจากพืชเป็นหลัก ร่วมกับเนื้อสัตว์ประเภทต่างๆ ตัวอย่างเช่น น้ำนมถั่วเหลือง เต้าหู้ โปรตีนเกษตร เต้าฮวย ถั่วดำ ถั่วแดง ซึ่งเป็นโปรตีนที่ได้จากพืช ส่วนเนื้อสัตว์ เลือกเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ได้แก่ เนื้อปลา ไข่ขาว อกไก่ เป็นต้น และควรบริโภคโปรตีน 1.2-1.5 กรัม/กิโลกรัม น้ำหนักตัวที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญเสียของมวลกล้ามเนื้อ ทั้งนี้ โปรตีนจากพืชมีกรดอะมิโนชนิดที่เป็นกิ่งโซ่ (Brand Chain Amino Acid) และใยอาหารสูง ช่วยลดการเกิดอาการทางสมอง และปรับสมดุลไนโตเจนและการขับถ่าย


- คาร์โบไฮเดรต เลือกข้าวกล้องธัญพืชไม่ขัดสี ขนมปังโฮลวีต ถ้าจำกัดโปรตีนหรืองดโปรตีน เลือกใช้แป้งปลอดโปรตีน เช่น วุ้นเส้น ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ แป้งซาหลิ่ม แป้งสาคู แป้งมัน


- ไขมัน  ลดอาหารที่มีน้ำมันปรุงประกอบสูง เพราะตับดูดซึมได้น้อยลง เลือกใช้กรดไขมันไม่อิ่มตัว ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันคาโนลา น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย เป็นต้น หลีกเลี่ยงน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง ได้แก่ น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น สำหรับผู้ป่วยโรคตับที่มีปัญหาการย่อยและการดูดซึมไขมัน เลือกใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันปานกลางสูง หรือ  MCT Oil (Medium Chain Triglyceride) ในการปรุงประกอบอาหารแทน น้ำมันชนิดนี้จะช่วยเรื่องการดูดซึมเข้าสู่ตับโดยตรง ไม่ต้องพึ่งน้ำดีในการย่อยก่อน ไขมันจึงน้ำไปใช้เป็นพลังงานได้เร็วขึ้น


- โซเดียม ปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับ ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน


- วิตามินและแร่ธาตุ ผู้ป่วยโรคตับมักจะขาดวิตามินและแร่ธาตุบางตัว ซึ่งทำให้ลดความอยากอาหารและการดูดซึมอาหารลดลง วิตามินที่มักขาด ได้แก่ วิตามินบี 1 (Vitamin B1) , วิตามินบี 12 (Vitamin B12) , วิตามินเค (Vitamin K), วิตามินดี (Vitamin D), กรดโฟลิค (Folic acid) และ เรตินอล (Retinol) ส่วนแร่ธาตุที่มักขาด ได้แก่ ซิงค์ (Zinc), ซีลีเนียม (Selenium) และ แมกนีเซียม (Magnesium)


- ผู้ป่วยโรคตับบางรายมักจะรับประทานอาหารได้น้อยลงหรือเบื่ออาหาร ดังนั้น ควรรับประทานอาหารกระจายเป็นมื้อเล็กๆ 5-7 มื้อต่อวัน (มื้อเช้า มื้อว่างเช้า มื้อเที่ยง มื้อว่างบ่าย มื้อเย็น และมื้อก่อนนอน) เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร และลดอาการอาหารย่อยยาก แน่นท้อง อืดท้อง คลื่นไส้ และอาเจียน


- เลือกกินอาหารปรุงสดใหม่ งดอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารทะเล อาหารแห้งชื้น เช่น ลาบเลือด ลู่ พล่ากุ้ง ตำปูปลาร้า พริกแห้งป่น ถั่วลิสงบดแห้ง เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียและพยาธิ ทำให้ตับทำงานหนักขึ้นเพื่อกำจัดของเสีย และเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับตามมา


- อาหารทางการแพทย์ คือ อาหารสูตรครบถ้วน (สารอาหารครบ 5 หมู่) ลักษณะเป็นผง ชงผสมน้ำดื่มเสริมมื้ออาหาร ใช้สำหรับผู้ป่วยที่เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือขาดสารอาหาร ควรได้รับพลังงานจากอาหารทางการแพทย์ โดยเลือกซื้อสูตรสำหรับผู้ป่วยโรคตับโดยเฉพาะ เพราะมีสารอาหารที่จำเป็นต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะกรดอมิโนจำเป็น ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนใช้อาหารทางการแพทย์ เพื่อประเมินความเหมาะสมของพลังงานและสารอาหารที่ผู้ป่วยควรได้รับต่อวัน