ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์



ศ.นพ.วรวิทย์ เลาห์เรณู

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อและรูมาติสซั่ม

รหัสเอกสาร PI-IMC-239-R-01

อนุมัติวันที่ 12 ตุลาคม 2566

 

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์คืออะไร


          โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ผู้ป่วยจะมีข้ออักเสบพร้อมๆ กันหลายๆ ข้อ เมื่อมีข้ออักเสบเป็นเวลานานและได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้ข้อถูกทำลายและเกิดความพิการตามมาในที่สุด



โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์พบได้บ่อยเพียงใด


          โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุด โดยทั่วไปจะพบในคนหนุ่มสาว และวัยกลาง คน ช่วงอายุประมาณ 20-40 ปี โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 3-4 เท่า 



สาเหตุของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์คืออะไร


          สาเหตุการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในปัจจุบันยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่าเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม  การติดเชื้อบางอย่าง ฮอร์โมนเพศ การสูบบุหรี่ และความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกันตนเอง



อาการและอาการแสดงในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มีอะไรบ้าง


          ลักษณะเด่นของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ คือ อาการปวดข้อและข้ออักเสบเรื้อรังเป็นหลายๆ ตำแหน่ง โดยข้ออักเสบเรื้อรังหมายถึงข้ออักเสบที่ข้อบวม ร้อนและเจ็บเป็นนานกว่า 6 สัปดาห์  ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตอนกลางคืนอย่างมาก อาการปวดข้อ ข้อตึงขัด จะเป็นมากในตอนเช้า และอาการดีขึ้นเมื่อมีการขยับข้อหรือตอนสายๆ  ข้ออักเสบมักเป็นกับข้อเล็กๆ ของนิ้วมือและนิ้วเท้า แต่อาจเป็นกับข้อใหญ่ๆ เช่น ข้อเข่า ข้อมือ ข้อศอกและข้อเท้าได้  การกระจายของข้อที่อักเสบเป็นแบบสมมาตรเหมือนกัน 2 ข้าง 


          นอกจากความผิดปกติทางระบบข้อแล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการแสดงนอกระบบข้อได้ด้วย อาการเหล่านี้ได้แก่ ปุ่มรูมาตอยด์ที่เป็นปุ่มใต้ผิวหนังมักพบบริเวณข้อศอก บางรายอาจมีอาการปากแห้ง ตาแห้ง หรือต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วยได้



แพทย์จะให้การวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้อย่างไร


          เนื่องจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยจะต้องมีข้ออักเสบเป็นระยะเวลานานเกิน 6 สัปดาห์ก่อน อย่างไรก็ตาม ยังมีโรคอีกมากมายหลายชนิดที่อาจมีอาการและอาการแสดงเลียนแบบโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้อีกเป็นจำนวนมาก แพทย์จึงต้องทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย รวมทั้งต้องทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อแยกโรคอื่นๆ ที่เลียนแบบโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ออกไปก่อน



สารรูมาตอยด์คืออะไร


          สารรูมาตอยด์เป็นแอนติบอดีชนิดหนึ่งที่พบได้ในเลือดผู้ป่วย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์พบในผู้ป่วยไทยประมาณร้อยละ 50-60 นั่นหมายความว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์อาจตรวจไม่พบสารตัวนี้ได้ นอกจากนี้สารรูมาตอยด์ยังสามารถพบได้ในโรคอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งโรคติดเชื้อหรือการได้รับยาบางชนิด รวมทั้งในคนปกติ ดังนั้นการตรวจพบสารรูมาตอยด์เพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้เป็นการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ยกเว้นว่าผู้ป่วยมีอาการและอาการแสดงทางระบบข้อที่เข้าได้กับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ รวมทั้งให้การวินิจฉัยแยกโรคที่มีอาการแสดงคล้ายโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ออกไปก่อนแล้วเท่านั้น


          ปัจจุบันได้มีการหาสาร anti-CCP (anti- cyclic citrullinated peptides) ในเลือดผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ พบว่าสารนี้มีความจำเพาะต่อโรคสูงกว่าสารรูมาตอยด์ และพบว่าระดับความเข้มข้นของสารนี้ในเลือดมีความสัมพันธ์กับการอักเสบที่รุนแรง และข้อกัดกร่อนถูกทำลายในภาพรังสี การตรวจนี้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสูง และไม่ได้ช่วยในการวินิจฉัยโรคเพิ่มขึ้นมากนัก



จุดประสงค์ในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์คืออะไร


          เนื่องจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง ซึ่งหากได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้องแล้ว ข้อจะเกิดผิดรูป เกิดความพิการตามมา จุดประสงค์ในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ก็เพื่อบรรเทาอาการปวด ป้องกันไม่ให้ข้อถูกทำลาย และคงการเคลื่อนไหวข้อ เพื่อให้ผู้ป่วยดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข



การรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง


          การรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ สามารถแบ่งออกได้เป็นส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ


          1. การรักษาด้วยยา ยาที่ใช้ประกอบไปด้วยยาหลายกลุ่ม ได้แก่


1.1 ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยากลุ่มนี้จะมีคุณสมบัติเด่นในการระงับอาการปวดและลดการอักเสบของข้อ


1.2 ยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค ได้แก่ ยา Methotrexate, Sulfasalazine, Chloroquine and hydroxychloroquine, Leflunomide เป็นต้น ยากลุ่มนี้ไม่มีคุณสมบัติในการระงับอาการปวดและการอักเสบโดยตรง แต่จะออกฤทธิ์ผ่านทางระบบอิมมูนของร่างกาย ช่วยลดการลุกลามของโรค  


1.3 ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ เป็นกลุ่มยาที่มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ แต่มีผลข้างเคียงระยะยาวค่อนข้างมาก


1.4 สารชีวภาพ เป็นยากลุ่มใหม่ที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งการทำงานของสารซัยโตไคน์ที่ก่อการอักเสบโดยตรง ได้แก่ ยาต้าน Tumor necrosis factor (Infliximab, Etanercept, Golimumab, Adalimumab, Rituximab, Tocilizumab, Tofacitinib, และ Baricitinib เป็นต้น ปัจจุบันมีแนวทางการใช้ยาหลายๆ ขนานร่วมกันเพื่อควบคุมการอักเสบให้ได้มากที่สุด เพื่อต้องการทำให้โรคสงบให้ได้ สำหรับยากลุ่มสารชีวภาพนั้นราคาสูงมาก จึงเหมาะกับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกันทั่วไปแล้วเท่านั้น



 2. การรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู เป็นการนำวิธีการทางการแพทย์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูมาช่วยรักษาและฟื้นฟูสภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ข้อกลับทำงานอีกครั้ง โดยเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย และป้องกันหรือลดความบก พร่องของการสูญเสียสมรรถภาพ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข วิธีการ ได้ แก่ การประคบร้อนเย็น การออกกำลังกาย การใช้กายอุปกรณ์ช่วย เป็นต้น


3. การรักษาด้วยการผ่าตัด เป็นวิธีการสุดท้ายที่นำมาใช้ในการรักษา จะพิจารณาในรายที่มีข้อถูกทำลายหรือข้อผิดรูปอย่างมากเกินกว่าการรักษาด้วยยา หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น ภาวะเอ็นขาด เป็นต้น



การตั้งครรภ์ในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์


          ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์สามารถตั้งครรภ์ได้เหมือนคนปกติ ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่ตั้งครรภ์จะพบว่าความรุนแรงของข้ออักเสบมักจะลดลง และกำเริบเมื่อคลอดบุตรแล้ว แต่เนื่องจากยาที่ใช้ในการรักษาโรคอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ ผู้ป่วยที่ประสงค์จะตั้งครรภ์จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาถึงช่วงเวลา หรือพิจารณาปรับยาหลีกเลี่ยงยาที่อาจมีผลต่อทารกก่อนการตั้งครรภ์ 



ใครบ้างที่ควรมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์


          การที่ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มีข้ออักเสบเรื้อรัง ข้อผิดรูป พิการ ทำให้ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการปวดเป็นระยะเวลานาน ไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่เช่นคนปกติ ดังนั้น ทุกฝ่ายควรมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาผู้ป่วย โดยทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์มีส่วนช่วยควบคุมโรคและให้ผู้ป่วยใช้ข้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ตัวผู้ป่วยเองควรให้ความร่วมมือในการรักษา รับประทานยาและติดตามการรักษาอย่าสม่ำเสมอ ส่วนเพื่อนฝูงและญาติ ควรเข้าใจผู้ป่วย ให้กำลังใจ ช่วยเหลืองานตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข