ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

การตรวจทางห้องปฏิบัติการของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ


ศ.นพ.วรวิทย์ เลาห์เรณู

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อและรูมาติสซั่ม

รหัสเอกสาร PI-IMC-222-R-01

อนุมัติวันที่ 12 ตุลาคม 2566

 

ทำไมจึงต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ


            เนื่องจากโรคกลุ่มข้ออักเสบและกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง ประกอบด้วยโรคต่างๆ มากกว่า 100 ชนิด โรคข้ออักเสบบางอย่างมีอาการและอาการแสดงคล้ายกันมาก และโรคแต่ละชนิดก็มีการดำเนินโรคที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น แพทย์จึงจำเป็นต้องทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดังนี้


1.       เพื่อยืนยันการวินิจฉัย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหรืออาการแสดงที่ยังไม่ชัดเจน  หรืออาจเป็นอาการแสดงที่พบได้ในโรคหลายชนิด การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะช่วยให้แพทย์ทำการวินิจฉัยโรคข้อที่ท่านเป็นได้แน่นอน ทั้งนี้ เพื่อจะได้ทราบถึงการดำเนินโรคข้อที่อาจจะมีต่อไปในอนาคต


2.      ประเมินความรุนแรงของโรค ติดตามอาการ และติดตามผลการรักษา เนื่องจากโรคข้ออักเสบส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรัง และโรคอาจมีอาการและอาการแสดงได้ในอวัยวะต่างๆ แพทย์จึงจำเป็นต้องทำการตรวจและประเมิน ทั้งความรุนแรงของโรคและสภาพร่างกายของผู้ป่วยก่อนพิจารณาวางแผนให้การรักษา และเมื่อเริ่มให้การรักษาก็จำเป็นต้องทำการตรวจเป็นระยะๆ เพื่อประเมินการตอบสนองหรือการที่โรคมีการกำเริบขึ้นมาใหม่ เพื่อให้แพทย์พิจารณาปรับยาตามความรุนแรงของโรคอย่างเหมาะสม


3.      ติดตามผลข้างเคียง ยาทุกชนิดที่แพทย์ได้สั่งการรักษาล้วนมีผลข้างเคียงกันทั้งสิ้น ผลข้างเคียงของยาไม่เพียงแต่เกิดผื่นแพ้ยาที่รู้จักกันดีเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกระบบในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบเลือด ตับ ไต เป็นต้น การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะทำให้แพทย์ทราบถึงภาวะข้างเคียงที่เกิดขึ้น และปรับการรักษาให้เหมาะสม



การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ใช้ในทางโรคข้อและรูมาติสซั่มมีอะไรบ้าง


การตรวจทางห้องปฏิบัติการบ่อยๆ มีดังนี้


การตรวจเลือด


1.       การตรวจความเข้มข้นเลือดและการตรวจนับเม็ดเลือด ในขณะที่มีการอักเสบเรื้อรังของร่างกาย จะพบว่าผู้ป่วยมีอาการซีดเล็กน้อยและมีจำนวนเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่ตอบสนองต่อการอักเสบหรือการติดเชื้อ ส่วนยารักษาโรคข้ออักเสบโดยเฉพาะยากดภูมิคุ้มกัน อาจกดไขกระดูกทำให้ผู้ป่วยซีด จำนวนเม็ดเลือดขาวลดลงได้ และทำให้เสี่ยงติดเชื้อง่ายขึ้น เป็นต้น การตรวจเลือดนี้ทำให้แพทย์ประเมินภาวะความสมบูรณ์ของเลือดผู้ป่วย รวมทั้งประเมินผลข้างเคียงของยาได้รับ


2.      การตรวจอี.เอส.อาร์.(ESR) เป็นการวัดอัตราตกของเม็ดเลือดแดง ค่าที่ได้เป็นตัวบ่งบอกถึงการอักเสบของร่างกาย เป็นการตรวจที่แพทย์ใช้ติด ตามการอักเสบภายในร่างกาย และการตอบสนองต่อการรักษา


3.      การตรวจหน้าที่ตับ เป็นการตรวจวัดสมรรถภาพของตับ หน้าที่การทำงานของตับ และบ่งบอกถึงปริมาณที่ตับถูกทำลาย ยาหลายชนิดมีพิษต่อตับ ในขณะเดียวกันเมื่อตับทำหน้าที่บกพร่องอาจทำให้เกิดการทำลายยาของร่างกายเป็นไปได้ไม่ปกติ ทำให้เกิดพิษต่อร่างกายได้


4.       การตรวจหน้าที่ไต เป็นการตรวจการทำงานของไต โรคข้ออักเสบบางชนิดอาจมีอาการทางระบบไตได้ และยารักษาโรคข้ออักเสบบางชนิดก็อาจมีพิษต่อไต ทำให้การขับยาออกจากร่างกายได้ไม่ดี และจะทำให้ยาคั่งและเป็นพิษต่อร่างกายได้ การตรวจหน้าที่ไตจึงทำให้แพทย์ทราบความสมบูรณ์ของไตในขณะทำการรักษา


5.      การตรวจเอ็นไซม์จากกล้ามเนื้อ โรคข้ออักเสบบางชนิดจะมีการอักเสบของกล้ามเนื้อร่วมด้วย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง การตรวจเอ็นไซม์กล้ามเนื้อสามารถบ่งบอกถึงความรุนแรงของกล้ามเนื้อที่อักเสบได้ และยังใช้ติดตามผลการรักษาได้ด้วย


6.      การตรวจหากรดยูริก ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์จะพบว่ามีระดับกรดยูริกในเลือดสูง ซึ่งกรดยูริกนี้จะตกตะกอนเป็นผลึกสะสมอยู่ตามข้อของร่างกาย และก่อให้เกิดการอักเสบมากขึ้น อย่างไรก็ตามควรทราบว่าผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดสูงไม่จำเป็นที่จะเป็นโรคเกาต์ เนื่องจากมีสาเหตุอีกมากมายที่ทำให้กรดยูริกในเลือดสูงได้ การตรวจพบกรดยูริกสูงจึงใช้แค่สนับสนุนการวินิจฉัยโรคเกาต์ แต่จะใช้ในการติดตามการรักษาว่าการที่ผู้ป่วยเป็นโรคเกาต์สามารถควบคุมกรดยูริกให้อยู่ในระดับที่ต้องการได้หรือไม่


7.       การตรวจหาสารรูมาตอยด์ เป็นสารที่พบได้ประมาณ 70-80% ในคนไข้โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ แสดงว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ 20-30% จะไม่พบสารรูมาตอยด์ในเลือด การพบสารรูมาตอยด์ในเลือดจะสนับสนุนการวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดยที่ผู้ป่วยต้องมีอาการและอาการแสดงของโรคที่เข้าได้กับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ก่อนเท่านั้น  ควรทราบว่าสารรูมาตอยด์ไม่ได้จำเพาะสำหรับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เนื่องจากสามารถพบได้ในโรคต่างๆ หลายชนิด  รวมทั้งพบได้ในคนปกติ


8.      การตรวจหา anti-CCP สารนี้เป็นสารที่มีความจำเพาะมากกว่าสารรูมาตอยด์ ใช้ช่วยในการวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการตรวจมีราคาสูง จึงมักนิยมใช้ตรวจในรายที่สงสัยว่าเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ แต่ตรวจไม่พบสารรูมาตอยด์ในเลือดแล้วเท่านั้น


9.      การตรวจหา HLA-B27  HLA B-27 เป็นสารพันธุกรรมที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (Spondyloarthropathy) การตรวจสารนี้ไม่ได้ใช้ในการวินิจฉัยโรค แต่ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยเท่านั้น ค่าใช้จ่ายในการตรวจยังมีราคาค่อนข้างสูง

        

10.   การตรวจหาสารแอนติบอดีต่างๆ (Antibody) เป็นการตรวจหาสารโปรตีนในเลือดที่ทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อหรือเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย การตรวจพบสารนี้เป็นการบ่งบอกว่าร่างกายได้สร้างสารต่อต้านเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายตนเอง จึงใช้ในการสนับสนุนและการวินิจฉัยกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง แต่เนื่องจากการตรวจหาแอนติบอดีเหล่านี้สามารถพบได้ในคนปกติเช่นกัน จึงไม่ควรใช้ในการตรวจคัดกรองโรคแพ้ภูมิตนเอง ควรตรวจในรายที่ผู้ป่วยมีอาการและอาการแสดงที่เข้าได้กับโรคกลุ่มแพ้ภูมิตนเองแล้วเท่านั้น


  

การตรวจปัสสาวะ


        เนื่องจากโรคข้ออักเสบและโรคแพ้ภูมิตนเองหลายชนิด อาจมีอาการแสดงหรือภาวะแทรกซ้อนทางระบบไตได้ การตรวจปัสสาวะดูปริมาณโปรตีนในปัสสาวะจะเป็นการดูว่าผู้ป่วยมีไตอักเสบร่วมด้วยหรือไม่ ผู้ป่วยที่มีภาวะไตอักเสบอาจต้องได้รับการเก็บปัสสาวะตรวจทั้งวันเพื่อดูปริมาณโปรตีนที่ขับออกมาทั้งวัน ซึ่งปริมาณโปรตีนที่ขับออกมาจะสัมพันธ์กับความรุนแรงของภาวะไตอักเสบ ทำให้แพทย์พิจารณาเลือกใช้ยาอย่างเหมาะสม



การตรวจน้ำไขข้อ


        การตรวจน้ำไขข้อเป็นการตรวจที่สำคัญที่สุดในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ การตรวจน้ำไขข้อจะมีประโยชน์ในการช่วยแยกโรคข้ออักเสบว่าเป็นจากการติดเชื้อหรือเป็นจากผลึกเกลือต่างๆ เป็นต้น



การตรวจทางภาพรังสี


        มีความสำคัญในการช่วยประเมินสภาพของข้อว่าข้อถูกทำลายจากขบวนการอักเสบไปมากน้อยเพียงใด และอาจช่วยในการวินิจฉัยและติดตามการรักษาโรคบางอย่าง บางครั้งการเปลี่ยนแปลงทางภาพรังสีจะค่อยเป็นค่อยไป และใช้เวลานาน เป็นเหตุให้แพทย์ต้องตรวจภาพรังสีซ้ำเป็นระยะๆ


        ในปัจจุบันได้มีความก้าวหน้าในการตรวจทางรังสีไปมาก เช่น การตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ (Computed tomography) การตรวจด้วยคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic resonance imaging) ซึ่งให้ความละเอียดและสามารถดูความผิดปกติของข้อได้ดีกว่าภาพรังสีธรรมดา แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการตรวจมีราคาสูง จึงควรพิจารณาตรวจในรายที่จำเป็นเท่านั้น



การตรวจชิ้นเนื้อ


        โรคข้ออักเสบและกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเองส่วนใหญ่ แพทย์จะสามารถทำการตรวจวินิจฉัยได้ไม่ยากนัก แต่ในบางกรณีที่การวินิจฉัยไม่แน่นอน แพทย์อาจต้องทำการตัดตรวจชิ้นเนื้อเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและพิจารณาให้การรักษา การตรวจชิ้นเนื้อ ได้แก่ กล้ามเนื้อในกรณีกล้ามเนื้ออักเสบ การตัดตรวจผิวหนังและเส้นประสาทในกรณีผิวหนังอักเสบหรือเส้นประสาทอักเสบ เป็นต้น



สรุป


        การตรวจทางห้องปฏิบัติการดังกล่าวมาแล้ว เป็นส่วนสำคัญในการช่วยแพทย์ยืนยันการวินิจฉัย ประเมินความรุนแรงของโรค วางแผนและใช้ติดตามการรักษา เพื่อให้ผลการรักษาออกมาดีที่สุด