ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด


ศ.นพ.วรวิทย์ เลาห์เรณู

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อและรูมาติสซั่ม

รหัสเอกสาร PI-IMC-221-R-01

อนุมัติวันที่ 12 ตุลาคม 2566


โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดคืออะไร


        โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด เป็นโรคในกลุ่มโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบที่มีการอักเสบของข้อและกระดูกสันหลัง  โดยข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดจะมีลักษณะเด่น คือ กระดูกที่อักเสบจะเชื่อมติดต่อกันเป็นปล้องไม้ไผ่ ทำให้เคลื่อนไหวกระดกสันหลังไม่ได้ และเกิดความพิการตามมา



สาเหตุของโรคนี้คืออะไร


        สาเหตุของโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่ามีส่วนเกี่ยว ข้องกับพันธุกรรม โดยพบอุบัติการณ์สูงขึ้นในผู้ป่วยที่ตรวจพบ HLAB27



ผู้ใดบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคนี้


        โรคนี้พบได้ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ ช่วงอายุที่เริ่มต้นมีอาการจะเป็นช่วงตั้งแต่อายุประมาณ 18 ปีขึ้นไป พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ประมาณ 10-20 เท่า



อาการและอาการแสดงของโรคนี้มีอะไรบ้าง


       อาการและอาการแสดงของโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดเป็นผลมาจากการอักเสบของกระดูกสันหลังเป็นเวลานาน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังเรื้อรัง โดยทั่วไปจะเป็นนานเกิน 3 เดือน  อาการปวดหลังเป็นมากในตอนกลางคืน ทำให้นอนไม่ได้ ต้องตื่นมากลางดึกเพราะอาการปวดหรือตึงหลัง อาการปวดตึงหลังจะเป็นมากในช่วงตื่นนอนตอนเช้า และอาการจะดีขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือได้ออกกำลังกาย เมื่อกระดูกสันหลังอักเสบเป็นเวลานานจะมีหิน ปูนมาจับบริเวณรอบๆ กระดูกสันหลัง ทำให้กระดูกสันหลังเชื่อมติดคล้ายปล้องไม่ไผ่ในที่สุด ในบางรายอาจมีการเชื่อมติดกันของกระดูกซี่โครง เป็นผลให้มีการหายใจลำบาก ผู้ป่วยอาจมีการอักเสบของข้ออื่นๆ เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า และข้อสะโพกร่วมด้วย นอกจากนี้ผู้ป่วยยังสามารถมีอาการแสดงนอกระบบข้อ เช่น อาการตาแดง แผลที่บริเวณปากหรืออวัยวะเพศ มีผื่นผิวหนังตามตัว หรือมีอาการผิดปกติทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วยได้


        เนื่องจากผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีข้ออักเสบเรื้อรัง โดยที่อาการปวดหลังไม่ชัดเจน ทำให้ในบางครั้งอาจถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้

 


แพทย์จะให้การวินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างไร


        การวินิจฉัยเริ่มต้นจะอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเป็นสำคัญ การตรวจทางภาพรังสีมีประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัยโรค แต่การตรวจพบความผิดปกติทางภาพรังสีมักพบในระยะท้ายของโรคแล้ว ในปัจจุบัน การตรวจด้วยเครื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic resonance imaging) บริเวณกระดูกเชิงกรานและกระดูกสันหลัง จะสามารถให้การวินิจฉัยที่แม่นยำได้ตั้งแต่ระยะแรกของโรค


 

โรคนี้รักษาอย่างไร


          เนื่องจากโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อ ปวดหลังเป็นเวลานาน และมีข้อกระดูกสันหลังเชื่อมติดกันในที่สุด การรักษาจึงมีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาอาการปวด และให้กระดูกสันหลังเชื่อมติดกันในท่าทางที่เหมาะสม การรักษาจึงประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ 3 อย่าง คือ


1. การรักษาด้วยวิธีการที่ไม่ใช้ยา เป็นการรักษาที่ช่วยบรรเทาอาการปวด และป้องกันข้อหรือกระดูกสันหลังติดในท่าที่ไม่เหมาะสม การรักษาด้วยวิธีนี้ ได้แก่ การทำกายภาพบำบัด การบริหารกล้ามเนื้อ การนอนหมอนไม่สูง การฝึกการหายใจ สิ่งเหล่านี้เป็นการป้องกันไม่ให้กระดูกสันหลังติดกันในท่าที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น


2. การรักษาทางยา เป็นวิธีการที่สำคัญในการรักษาโรคนี้ ยาสำคัญ ได้แก่ ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์เพื่อบรรเทาอาการปวดข้อและกระดูกสันหลัง ในรายที่เป็นเรื้อรังอาจพิจารณายาปรับภูมิคุ้มกัน หรือยากดภูมิคุ้มกันร่วมด้วย เช่น ยา Sulfasalazine, Methotrexate, Azathioprine และ Leflunomide เป็นต้น


        ปัจจุบันได้มีความก้าวหน้าทางการแพทย์และมีการพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคนี้ ทำให้โรคสงบมากขึ้น คุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น ยาเหล่านี้ คือ สารชีวภาพ (Biologic agents) ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบโดยยับยั้งสารก่อนการอักเสบที่จำเพาะ ยากลุ่มนี้ ได้แก่ยาต้าน Tumor necrosis factor [TNF] ได้แก่ยา Infliximab, Etanercept, Golimumab และ Adalimumab กับยายับยั้ง Interleukin-17 ได้แก่ ยา Secukinumab และ Ixekuzumab เป็นต้น แต่เนื่องจากยากลุ่มนี้ยังมีราคาสูงมาก จึงควรพิจารณาใช้ในรายที่การรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกันไม่ได้ผลแล้วเท่านั้น


3.การรักษาด้วยการผ่าตัด วิธีนี้จะเป็นวิธีสุดท้ายที่แพทย์จะเลือกใช้ จะพิจารณาในรายที่ข้อถูกทำลายมาก ข้อติดในท่าที่ไม่เหมาะสม ทำให้ไม่สามารถใช้ข้อหรือเคลื่อนไหวกระดูกสันหลังได้เต็มที่แล้วเท่านั้น  



การดำเนินโรคของโรคนี้เป็นอย่างไร


        โรคนี้จะมีการดำเนินโรคอยู่นานประมาณ 10 ปี ในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังเรื้อรังเป็นเวลานานๆ จนกระดูกเชื่อมติดกันหมดแล้ว อาการปวดจะลดลง เหลือแต่ความพิการตามมา ดังนั้น การรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยป้องกันความพิการที่อาจตามมาในภายหลังได้