ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

โรคไฟโบรไซติส


ศ.นพ.วรวิทย์ เลาห์เรณู

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อและรูมาติสซั่ม

รหัสเอกสาร PI-IMC-217-R-01

อนุมัติวันที่ 12 ตุลาคม 2566


โรคไฟโบรไซติสคืออะไร


        โรคไฟโบรไซติส เป็นโรคหนึ่งในกลุ่มโรคข้อและรูมาติสซั่มชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเด่น คือ ผู้ที่เป็นจะมีอาการปวดตามเนื้อตัวทั่วร่างกาย โรคนี้ไม่ทำให้พิการ แต่ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการปวด



โรคนี้เกิดจากอะไร


        สาเหตุของอาการปวดในโรคนี้ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่ามีความผิดปกติในระบบประสาท ทำให้ผู้ป่วยสามารถรับรู้ถึงอาการปวดได้มากกว่าปกติ โดยที่จริงๆ ระดับการกระตุ้นอาการปวดเหล่านั้นจะไม่ทำให้คนปกติรู้สึกปวดแต่อย่างใด โรคนี้อาจเกิดขึ้นเอง หรือพบได้ร่วมกับกลุ่มอาการโรคข้ออักเสบอื่นๆ เช่น โรครูมาตอยด์ โรคภูมิแพ้ มะเร็ง และการติดเชื้อ เป็นต้น นอกจากนี้พบว่าโรคนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์



ใครบ้างที่เป็นโรคนี้


        โรคนี้สามารถเป็นได้กับทุกคน แต่พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอายุระหว่าง 35-60 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย



อาการของโรคนี้มีอะไรบ้าง


        ลักษณะเด่นของโรคนี้ คือ อาการปวด ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตามจุดต่างๆ ทั่วร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีปัญหาในการนอน คือ นอนไม่หลับ หรือนอนหลับก็ไม่สนิท ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้ก็ทำให้อาการปวดรุนแรงและเลวร้ายลงอย่างมาก เวลาตื่นมาตอนเช้าจะมีอาการปวดมาก แต่พอเริ่มทำงานอาการปวดจะค่อยๆ ดีขึ้น ในบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะแบบไมเกรน หรือมีอาการทางระบบขับถ่ายผิดปกติร่วมด้วย



แพทย์จะวินิจฉัยโรคนี้อย่างไร


        การวินิจฉัยที่สำคัญที่สุด คือ การซักประวัติและการตรวจร่างกาย ผู้ป่วยที่สามารถให้ประวัติที่ละเอียดมากขึ้นเท่าใด ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยและการรักษามากขึ้นเท่านั้น การตรวจร่างกายจะพบจุดที่กดเจ็บที่มีตำแหน่งเฉพาะ การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะไม่ได้ช่วยในการวินิจฉัย เนื่องจากผลการตรวตทางห้องปฏิบัติการส่วนใหญ่จะปกติทั้งหมด

 


โรคนี้รักษาอย่างไร


          การรักษาโรคนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ


1. การรักษาทางยา จากการศึกษาพบว่ายาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ไม่ได้ทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น ถึงแม้ว่าจะให้ในขนาดที่สูงก็ตาม ยาที่พบว่าได้ผล ได้แก่ ยาในกลุ่มที่ช่วยปรับการหลับ เช่น ยารักษาการซึมเศร้า หรือยากลุ่ม Pregabalin เป็นต้น


2. การรักษาด้วยการกายภาพบำบัด มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นการช่วยผ่อนคลายการเกร็งของกล้าม เนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวคล่อง และเพิ่มความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ


3. การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและการทำงาน เช่น งานที่ต้องก้มหรือเงยคอมากและนาน จะทำให้กล้ามเนื้อคออ่อนล้าและปวดได้ การนั่งทำงานนานๆ อาจกระตุ้นเรื่องการปวดหลังได้ ควรหาโอกาสพักหรือเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างการทำงาน


4. การควบคุมอารมณ์ อารมณ์เครียดและโกรธจะมีผลต่อโรคนี้ เนื่องจากจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อและกระตุ้นให้มีอาการปวดได้ ผู้ป่วยควรหัดควบคุมอารมณ์ตนเอง เพื่อเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อไปด้วย


        ถึงแม้ว่าโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การประพฤติตนอย่างถูกต้องจะสามารถลดความเจ็บปวด และทำให้ผู้ป่วยมีความสบายขึ้นได้และมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น