
ศ.นพ.วรวิทย์ เลาห์เรณู
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อและรูมาติสซั่ม
รหัสเอกสาร PI-IMC-216-R-01
อนุมัติวันที่ 12 ตุลาคม 2566
โรคเกาต์คืออะไร
โรคเกาต์เป็นโรคข้ออักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากการที่มีกรดยูริก (Uric acid) ในเลือดสูงเป็นเวลานาน เกิดตก ตะกอนเป็นผลึกยูเรตสะสมอยู่ตามข้อแล้วก่อให้เกิดการอักเสบขึ้น
กรดยูริกในร่างกายเป็นผลที่ได้จากการสลายสารอาหารพิววีน (Purine) ที่รับประทานเข้าไปและจากการสลาย ตัวของเซลล์ที่มีนิวเคลียสในร่าง กาย ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์จะต้องมีกรดยูริกในเลือดสูง แต่คนที่มีกรดยูริกในเลือดไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเกาต์ เพราะกรดยูริกในเลือดสูงอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ไตไม่ดีหรือไตเสื่อม ทำให้ไม่สามารถขับกรดยูริกออกจากปัสสาวะได้ การได้รับยาบางชนิด เช่น แอสไพริน ยาขับปัสสาวะ ยารักษาวัณโรค เป็นต้น หรืออาจ จะเป็นผลจากการที่ร่างกายผลิตกรดยูริกมากกว่าคนปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น
สิ่งกระตุ้นให้ข้ออักเสบในโรคเกาต์
สาเหตุที่ทำให้โรคเกาต์กำเริบยังไม่ทราบแน่ชัด พบว่าผู้ป่วยมักจะมีข้ออักเสบกำเริบภายหลังการเจ็บป่วยการผ่าตัด การที่ข้อถูกกระแทกหรือได้รับอุบัติเหตุ การดื่มสุราหรือภายหลังได้รับยาบางชนิด
ข้อที่เป็นโรคเกาต์
1. ก้อนโทฟัส
2. ผลึกยูเรต
3. ก้อนโทฟัส
ข้อปกติ
4. กระดูก
5. กระดูกดูกอ่อน
6. เยื่อบุข้อ
7. ช่องข้อ
พบว่าประมาณ 80-90 % ของผู้ป่วยโรคเกาต์จะเป็นในผู้ชาย โดยจะมีการอักเสบครั้งแรกในช่วงอายุ 35-45 ปี อาจพบในรายที่มีประวัติทางครอบครัวที่เป็นโรคเกาต์ร่วมด้วย ในผู้หญิงจะพบโรคเกาต์ในช่วงภายหลังที่หมดประจำเดือนไปแล้ว
โรคเกาต์มีอาการและอาการแสดงอย่างไร
โรคเกาต์จะเป็นได้กับข้อทุกข้อในร่างกาย แต่พบว่าข้อที่มีการอักเสบได้บ่อย ได้แก่ ข้อหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่าข้อมือ และข้อศอก
การอักเสบในโรคเกาต์นั้นจะเป็นการอักเสบที่รุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้ออย่างรุนแรงทันทีทันใด โดยที่ไม่ได้รับอุบัติเหตุมาก่อน เช่น เป็นตอนนอนหรือเพิ่งตื่นนอน ข้อที่อักเสบจะมีอาการบวม แดง ร้อนอย่างชัดเจน ในบาง ครั้งอาจรุนแรงถึงขนาดทำให้ผิวหนังลอกภายหลังจากการอักเสบได้
ข้ออักเสบในโรคเกาต์ระยะแรกๆ จะเป็นเพียง 1-2 ข้อ และข้ออักเสบจะเป็นอยู่ไม่นานเพียง 5-7 วัน การอักเสบก็จะหายไปและอาจเป็นกลับซ้ำใหม่อีก ในระยะแรกๆ อาจมีข้ออักเสบเพียงปีละไม่กี่ครั้ง แต่ถ้าได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง ผู้ป่วยจะมีข้ออักเสบบ่อยขึ้น จนอาจเป็นทุกเดือน ในระยะนี้จำนวนข้อที่อักเสบจะมีมากขึ้นและการอักเสบแต่ละครั้งเป็นระยะเวลานานขึ้น ในระยะท้ายๆ ของโรค การอักเสบอาจลามมาที่ข้อของมือและนิ้วมือ ทำให้ดูคล้ายโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้
เมื่อเป็นโรคเกาต์มานานและได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง ผลึกยูเรตจะสะสมตามเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย โดย เฉพาะบริเวณรอบๆ ข้อ เกิดเป็นตุ่มขึ้นมาเรียกว่า โทฟัส (Tophus) ซึ่งก้อนเหล่านี้จะค่อยๆ ทำลายข้อไปในที่สุด
กรดยูริกเมื่อกรองผ่านไตจะรวมกันเป็นก้อนนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะได้เช่นกัน หรือผลึกยูเรตอาจสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อของไต ทำให้หน้าที่ไตบกพร่องได้
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยที่แน่นอนได้จากการตรวจพบผลึกยูเรตจากน้ำไขข้อที่มีการอักเสบ การตรวจพบผลึกยูเรตจากก้อนโทฟัสหรือการมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงในขณะที่มีข้ออักเสบอาจช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยว่าข้ออักเสบนั้นเกิดจากโรคเกาต์ แต่ในบางครั้งผู้ป่วยอาจมีโรคข้ออักเสบชนิดร่วมกับภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้ เช่น การติดเชื้อในข้อร่วมกับการมีกรดยูริกในเลือดสูงจากสาเหตุอื่นๆ ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจจำเป็นต้องตรวจปัสสาวะตลอดทั้งวัน เพื่อดูปริมาณการขับกรดยูริกออกทางไต ซึ่งจะพิจารณาในการเลือกยาที่จะใช้ในการรักษาโรค
โรคร่วมในผู้ป่วยโรคเกาต์
โรคเกาต์เป็นโรคที่พบได้บ่อยร่วมกับโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในโลหิตสูง และโรคหัวใจ ซึ่งผู้ป่วยโรคเหล่านี้จำเป็นต้องรับประทานยาอยู่หลายชนิด ผู้ป่วยจึงควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงโรคร่วมที่ตนเองเป็น รวมทั้งยาที่รับประทานอยู่
การรักษา
จากความก้าวหน้าทางวิชาการและยาที่มีอยู่ในปัจจุบัน พบว่าโรคเกาต์เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพียงแต่ผู้ป่วยจะต้องทานยาอย่างสม่ำเสมอติดต่อกันเป็นเวลานาน
ยาที่ใช้ในการรักษาจะประกอบด้วยยา 2 กลุ่มใหญ่ๆ
กลุ่มแรก คือ ยาระงับการอักเสบ ยาในกลุ่มนี้มีอยู่มากมาย มีคุณสมบัติในการระงับการอักเสบ แต่ผลเสียของยาเหล่านี้ ได้แก่ อาการระคายเคืองทางกระเพาะอาหาร การทำให้หน้าที่ของไตบกพร่อง ผู้ป่วยจึงไม่ควรได้รับยาชนิดนี้บ่อยและเป็นเวลานาน
ยากลุ่มที่สอง คือ ยาลดกรดยูริก เป้าหมายของการให้ยาลดกรดยูริกก็เพื่อให้ระดับกรดยูริกในเลือดต่ำกว่าจุดอิ่มตัวตลอดเวลา ทำให้ผลึกเกลือยูเรตที่สะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายละลายออกมา ยานี้ไม่ได้มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ ดังนั้น การรับประทานยาเฉพาะเวลาข้ออักเสบจึงไม่ถูกต้อง ยาลดกรดยูริกในประเทศไทยมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ 1.ยาเร่งการขับกรดยูริกออกทางไต ได้แก่ยา Probenecid, Benzbromarone และ Sulfinpyrazone กับ 2.ยายับยั้งการสร้างกรดยูริก ได้แก่ยา Allopurinol และ Febuxostat เนื่องจากยาทั้ง 2 กลุ่มนี้มีข้อชี้บ่งในการใช้ และมีผลข้างเคียงแตก ต่างกันไป และยาบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยาหลายๆ ชนิดได้ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์และแจ้งให้แพทย์ทราบถึงยาประจำตัวที่รับประทานอยู่ เพื่อแพทย์จะได้พิจารณาเลือกยาที่เหมาะสมที่สุดแก่ท่าน
อาหารในผู้ป่วยโรคเกาต์
อาหารบางชนิดที่มีสารพิวรีนในปริมาณสูง
เช่น เครื่องในสัตว์ หน่อไม้ อาหารทะเล อาจมีส่วนส่งเสริมให้เป็นโรคเกาต์มากยิ่งขึ้น แต่อาหารเหล่านี้ไม่ใช่ข้อห้ามในโรคเกาต์
มีการศึกษาพบว่าถึงแม้ผู้ป่วยที่ทานอาหารที่ไม่มีพิวรีนอยู่เลย
จะขับกรดยูริกในเลือดให้ลดลงมาเพียง 1 มิลลิกรัมเท่านั้น ดังนั้น ในรายที่เป็นโรคเกาต์และสามารถควบคุมโรคได้ดีแล้ว
ผู้ป่วยจะสามารถรับประทานอาหารเหล่านี้ได้โดยไม่เป็นปัญหา
ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงสุราและยาแก้ปวดบางชนิด โดยเฉพาะแอสไพริน
เนื่องจากอาจกระตุ้นให้โรคเกาต์กำเริบรุนแรงและยากต่อการควบคุม