ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

โรคเกาต์




ศ.นพ.วรวิทย์ เลาห์เรณู

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อและรูมาติสซั่ม

รหัสเอกสาร PI-IMC-216-R-00

 


โรคเกาต์คืออะไร


        โรคเกาต์เป็นโรคข้ออักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากการที่มีกรดยูริก (Uric acid) ในเลือดสูงเป็นเวลานาน เกิดตก ตะกอนเป็นผลึกยูเรตสะสมอยู่ตามข้อแล้วก่อให้เกิดการอักเสบขึ้น


        กรดยูริกในร่างกายเป็นผลที่ได้จากการสลายสารอาหารพิววีน (Purine) ที่รับประทานเข้าไปและจากการสลาย ตัวของเซลล์ที่มีนิวเคลียสในร่าง กาย ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์จะต้องมีกรดยูริกในเลือดสูง แต่คนที่มีกรดยูริกในเลือดไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเกาต์ เพราะกรดยูริกในเลือดสูงอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ไตไม่ดีหรือไตเสื่อม ทำให้ไม่สามารถขับกรดยูริกออกจากปัสสาวะได้ การได้รับยาบางชนิด เช่น แอสไพริน ยาขับปัสสาวะ ยารักษาวัณโรค เป็นต้น หรืออาจ จะเป็นผลจากการที่ร่างกายผลิตกรดยูริกมากกว่าคนปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น



สิ่งกระตุ้นให้ข้ออักเสบในโรคเกาต์


        สาเหตุที่ทำให้โรคเกาต์กำเริบยังไม่ทราบแน่ชัด พบว่าผู้ป่วยมักจะมีข้ออักเสบกำเริบภายหลังการเจ็บป่วยการผ่าตัด การที่ข้อถูกกระแทกหรือได้รับอุบัติเหตุ การดื่มสุราหรือภายหลังได้รับยาบางชนิด


ข้อที่เป็นโรคเกาต์

1.       ก้อนโทฟัส

2.      ผลึกยูเรต

3.      ก้อนโทฟัส


ข้อปกติ

4.      กระดูก

5.      กระดูกดูกอ่อน

6.      เยื่อบุข้อ

7.      ช่องข้อ

 


ผู้ใดบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคเกาต์


        พบว่าประมาณ 80-90 % ของผู้ป่วยโรคเกาต์จะเป็นในผู้ชาย โดยจะมีการอักเสบครั้งแรกในช่วงอายุ 35-45 ปี อาจพบในรายที่มีประวัติทางครอบครัวที่เป็นโรคเกาต์ร่วมด้วย ในผู้หญิงจะพบโรคเกาต์ในช่วงภายหลังที่หมดประจำเดือนไปแล้ว



โรคเกาต์มีอาการและอาการแสดงอย่างไร


        โรคเกาต์จะเป็นได้กับข้อทุกข้อในร่างกาย แต่พบว่าข้อที่มีการอักเสบได้บ่อย ได้แก่ ข้อหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่าข้อมือ และข้อศอก


        การอักเสบในโรคเกาต์นั้นจะเป็นการอักเสบที่รุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้ออย่างรุนแรงทันทีทันใด โดยที่ไม่ได้รับอุบัติเหตุมาก่อน เช่น เป็นตอนนอนหรือเพิ่งตื่นนอน ข้อที่อักเสบจะมีอาการบวม แดง ร้อนอย่างชัดเจน ในบาง ครั้งอาจรุนแรงถึงขนาดทำให้ผิวหนังลอกภายหลังจากการอักเสบได้


        ข้ออักเสบในโรคเกาต์ระยะแรกๆ จะเป็นเพียง 1-2 ข้อ และข้ออักเสบจะเป็นอยู่ไม่นานเพียง 5-7 วัน การอักเสบก็จะหายไปและอาจเป็นกลับซ้ำใหม่อีก ในระยะแรกๆ อาจมีข้ออักเสบเพียงปีละไม่กี่ครั้ง แต่ถ้าได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง ผู้ป่วยจะมีข้ออักเสบบ่อยขึ้น จนอาจเป็นทุกเดือน ในระยะนี้จำนวนข้อที่อักเสบจะมีมากขึ้นและการอักเสบแต่ละครั้งเป็นระยะเวลานานขึ้น ในระยะท้ายๆ ของโรค การอักเสบอาจลามมาที่ข้อของมือและนิ้วมือ ทำให้ดูคล้ายโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้


        เมื่อเป็นโรคเกาต์มานานและได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง ผลึกยูเรตจะสะสมตามเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย โดย เฉพาะบริเวณรอบๆ ข้อ เกิดเป็นตุ่มขึ้นมาเรียกว่า โทฟัส (Tophus) ซึ่งก้อนเหล่านี้จะค่อยๆ ทำลายข้อไปในที่สุด


        กรดยูริกเมื่อกรองผ่านไตจะรวมกันเป็นก้อนนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะได้เช่นกัน หรือผลึกยูเรตอาจสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อของไต ทำให้หน้าที่ไตบกพร่องได้



การวินิจฉัย


        การวินิจฉัยที่แน่นอนได้จากการตรวจพบผลึกยูเรตจากน้ำไขข้อที่มีการอักเสบ การตรวจพบผลึกยูเรตจากก้อนโทฟัสหรือการมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงในขณะที่มีข้ออักเสบอาจช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยว่าข้ออักเสบนั้นเกิดจากโรคเกาต์ แต่ในบางครั้งผู้ป่วยอาจมีโรคข้ออักเสบชนิดร่วมกับภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้ เช่น การติดเชื้อในข้อร่วมกับการมีกรดยูริกในเลือดสูงจากสาเหตุอื่นๆ ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจจำเป็นต้องตรวจปัสสาวะตลอดทั้งวัน เพื่อดูปริมาณการขับกรดยูริกออกทางไต ซึ่งจะพิจารณาในการเลือกยาที่จะใช้ในการรักษาโรค



โรคร่วมในผู้ป่วยโรคเกาต์



          โรคเกาต์เป็นโรคที่พบได้บ่อยร่วมกับโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในโลหิตสูง และโรคหัวใจ ซึ่งผู้ป่วยโรคเหล่านี้จำเป็นต้องรับประทานยาอยู่หลายชนิด ผู้ป่วยจึงควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงโรคร่วมที่ตนเองเป็น รวมทั้งยาที่รับประทานอยู่



การรักษา


        จากความก้าวหน้าทางวิชาการและยาที่มีอยู่ในปัจจุบัน พบว่าโรคเกาต์เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพียงแต่ผู้ป่วยจะต้องทานยาอย่างสม่ำเสมอติดต่อกันเป็นเวลานาน


        ยาที่ใช้ในการรักษาจะประกอบด้วยยา 2 กลุ่มใหญ่ๆ


กลุ่มแรก คือ ยาระงับการอักเสบ ยาในกลุ่มนี้มีอยู่มากมาย มีคุณสมบัติในการระงับการอักเสบ แต่ผลเสียของยาเหล่านี้ ได้แก่ อาการระคายเคืองทางกระเพาะอาหาร การทำให้หน้าที่ของไตบกพร่อง ผู้ป่วยจึงไม่ควรได้รับยาชนิดนี้บ่อยและเป็นเวลานาน


ยากลุ่มที่สอง คือ ยาลดกรดยูริก เป้าหมายของการให้ยาลดกรดยูริกก็เพื่อให้ระดับกรดยูริกในเลือดต่ำกว่าจุดอิ่มตัวตลอดเวลา ทำให้ผลึกเกลือยูเรตที่สะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายละลายออกมา ยานี้ไม่ได้มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ ดังนั้น การรับประทานยาเฉพาะเวลาข้ออักเสบจึงไม่ถูกต้อง ยาลดกรดยูริกในประเทศไทยมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ 1.ยาเร่งการขับกรดยูริกออกทางไต ได้แก่ยา Probenecid, Benzbromarone และ Sulfinpyrazone กับ 2.ยายับยั้งการสร้างกรดยูริก ได้แก่ยา Allopurinol และ Febuxostat เนื่องจากยาทั้ง 2 กลุ่มนี้มีข้อชี้บ่งในการใช้ และมีผลข้างเคียงแตก ต่างกันไป และยาบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยาหลายๆ ชนิดได้ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์และแจ้งให้แพทย์ทราบถึงยาประจำตัวที่รับประทานอยู่ เพื่อแพทย์จะได้พิจารณาเลือกยาที่เหมาะสมที่สุดแก่ท่าน



อาหารในผู้ป่วยโรคเกาต์


        อาหารบางชนิดที่มีสารพิวรีนในปริมาณสูง เช่น เครื่องในสัตว์ หน่อไม้  อาหารทะเล อาจมีส่วนส่งเสริมให้เป็นโรคเกาต์มากยิ่งขึ้น แต่อาหารเหล่านี้ไม่ใช่ข้อห้ามในโรคเกาต์ มีการศึกษาพบว่าถึงแม้ผู้ป่วยที่ทานอาหารที่ไม่มีพิวรีนอยู่เลย จะขับกรดยูริกในเลือดให้ลดลงมาเพียง 1 มิลลิกรัมเท่านั้น ดังนั้น ในรายที่เป็นโรคเกาต์และสามารถควบคุมโรคได้ดีแล้ว ผู้ป่วยจะสามารถรับประทานอาหารเหล่านี้ได้โดยไม่เป็นปัญหา ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงสุราและยาแก้ปวดบางชนิด โดยเฉพาะแอสไพริน เนื่องจากอาจกระตุ้นให้โรคเกาต์กำเริบรุนแรงและยากต่อการควบคุม