
ศ.นพ.วรวิทย์ เลาห์เรณู
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อและรูมาติสซั่ม
รหัสเอกสาร PI-IMC-215-R-00
อนุมัติวันที่ 24 กันยายน 2563
โรค เอสแอลอี หรือโรคลูปัส คืออะไร
โรคเอสแอลอี หรือโรคลูปัส มีชื่อเต็มว่า Systemic Lupus Erythematosus หรือคนทั่วไปเรียกว่า โรคแพ้ภูมิตนเอง เป็นโรคในกลุ่มข้ออักเสบและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดหนึ่ง ที่สามารถมีอาการและอาการแสดงได้กับทุกระบบในร่างกาย โรคจะมีลักษณะเด่น คือ มีอาการกำเริบและสงบเป็นช่วงๆ ในระยะที่กำเริบอาจมีอาการรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้
โรคเอสแอลอีกับโรคแพ้ภูมิตนเองเป็นโรคเดียวกันใช่หรือไม่
โรคแพ้ภูมิตนเอง เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ ตามปกติระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำลาย “สิ่งแปลกปลอม” ที่เข้ามาในร่างกาย เช่น การติดเชื้อ หรือสารเคมีบางอย่าง เป็นต้น โดยทั่วไปเมื่อร่างกายทำการสร้างภูมิคุ้มกันทำลายสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้แล้วก็จะหยุดทำงาน ทำให้ร่างกายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ในคนที่เป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง ระบบภูมิคุ้มกันเกิดความผิดปกติ ไม่สามารถจดจำได้ว่าเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายมนุษย์นั้นเป็นของ “ตนเอง” เข้าใจว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาทำลายเนื้อเยื่อตนเอง
โรคแพ้ภูมิตนเองมีอยู่มากมายหลายชนิด แต่เนื่องจากโรคแอสแอลอีเป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อย และคนทั่วไปรู้จักกันดี จึงทำให้เข้าใจว่า โรคแอสแอลอี กับ โรคแพ้ภูมิตนเอง เป็นโรคเดียวกัน ซึ่งเป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง โรคเอสแอลอีเป็นส่วนหนึ่งของโรคแพ้ภูมิตนเองเท่านั้น
สาเหตุของโรคเอสแอลอี คืออะไร
ในปัจจุบัน สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่าโรคนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ฮอร์โมนเพศ การติดเชื้อบางอย่าง ฮอร์โมนเพศ หรือได้รับการกระตุ้นจากยาหรือสารเคมีบางชนิด
โรคนี้เป็นกับใครได้บ้าง
โรคนี้พบได้เกือบทุกอายุ แต่จะพบมากในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยพบได้มากกว่าผู้ชายประมาณ 10 เท่า
ผู้ป่วยโรคเอสแอลอีจะมีอาการอย่างไรบ้าง
เนื่องจากโรคเอสแอลอีสามารถมีอาการและอาการแสดงได้ทุกระบบของร่างกาย ดังนั้น ผู้ป่วยโรคนี้จึงอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการต่อไปนี้
1. ไข้ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด อาจเป็นอาการนำในระยะแรกของโรค
2. อาการทางผิวหนัง เช่น ผื่นแพ้แดดบริเวณใบหน้า ลำคอ หรือต้นแขน อาจมีจุดเลือดออกตามปลายมือปลายเท้า
3. อาการทางระบบข้อ เช่น อาการปวดข้อ ข้ออักเสบ ปวดตามกล้ามเนื้อ
4. อาการทางระบบเลือด เช่น ซีด จุดเลือดออกตามตัว
5. อาการทางระบบไต เช่น อาการปัสสาวะมีฟองมากผิดปกติ ตัวบวม ไตอักเสบ
6. อาการทางระบบสมอง เช่น อาการซึม ชัก โรคจิต เป็นต้น
7. อาการทางระบบหายใจและปอด เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจหรือปอดอักเสบ เป็นต้น
ในรายที่มีอาการตั้งแต่ข้อ 4-7 บ่งบอกว่ามีอาการรุนแรง
แพทย์จะวินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างไร
แพทย์จะอาศัยการซักประวัติและการตรวจร่างกาย โดยผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีอาการในระบบต่างๆ หลายระบบประกอบด้วยเสมอ การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะมีประโยชน์มากในการวินิจฉัยและติดตามการรักษาโรคนี้ (อ่านในบทความเรื่องการตรวจทางห้องปฏิบัติการ) การตรวจเลือดหาแอนติบอดีต่อเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายมักจะให้ผลบวกในโรคนี้
อย่างไรก็ตาม ยังมีโรคอีกหลายชนิด เช่น โรคติดเชื้อ โรคทางระบบต่อมไร้ท่อ และโรคมะเร็ง อาจมีอาการแสดงคล้ายโรคแอลแอลอีได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทำการวินิจฉัยแยกโรคเหล่านี้ออกไปก่อน
การรักษาโรคเอสแอลอี
เนื่องจากโรคแอสแอลอีเป็นโรคเรื้อรัง มีการกำเริบและการสงบสลับกันไป เมื่อโรคสงบผู้ป่วยจะดูเหมือนคนปกติ และเมื่อโรคกำเริบจะมีอาการอย่างรุนแรง และในบางครั้งอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยแย่ลง ดังนั้น จุดประสงค์สำคัญของการรักษา คือ ทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่ระยะโรคสงบหรือมีอาการของโรคในระดับต่ำ โดยที่ผู้ป่วยสามารถทนต่อยาที่ใช้ในการรักษาได้ด้วย
ในระยะเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา ได้มีความก้าวหน้าทางการแพทย์ รวมทั้งเข้าใจแนวทางในการประเมินผู้ป่วย การบริหารยาในการรักษาผู้ป่วย ทำให้การควบคุมโรคนี้ดีกว่าเดิมมากมาย ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีโรคสงบ หรือเกือบสงบ และสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ สามารถตั้งครรภ์และมีบุตรได้ สิ่งที่สำคัญ คือ ผู้ป่วยต้องติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง และปฏิบัติตัวตามที่แพทย์แนะนำ การรักษาโรคนี้แบ่งได้เป็น
1. การปฏิบัติตัว เมื่อทราบว่าเป็นโรคนี้ ต้องเตรียมตัวเตรียมใจในการ “อยู่กับโรคนี้” ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงแสงแดด ไม่หยุดยาเองหรือปรับยาเอง เมื่อมีปัญหาควรปรึกษาแพทย์ การไปพบแพทย์ด้วยโรคอื่นที่ไม่ใช่แพทย์ผู้ดูแลประจำ ควรนำยาที่รับประทานอยู่ไปให้แพทย์ดูด้วย รับประทานอาหารให้ครบหมู่ อาหารสุก สะอาด หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง หรือไม่สุก
2. การรักษาด้วยยา เป็นส่วนสำคัญที่สุดในการรักษาโรคนี้ ยาจะประกอบไปด้วยหลายกลุ่ม ซึ่งแล้วแต่ความรุนแรงของโรคและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายที่มีอาการของโรคนี้ ยาที่ใช้รักษา ได้แก่ ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาต้านมาเลเรีย และยากดภูมิคุ้มกันอื่นๆ และในปัจจุบันได้มียากลุ่มสาร ชีวภาพที่ได้พัฒนาออกมาจนได้รับการยอมรับให้รักษาโรคนี้ (แต่ค่าใช้จ่ายยังสูงอยู่มาก) เนื่องจากยาเหล่านี้มีผลข้างเคียงมาก แพทย์จะเลือกยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับยาหรือเมื่อเกิดความผิดปกติใดๆ ก็ตาม ควรรีบปรึกษาแพทย์
3. การรักษาอื่นๆ มักจะเป็นส่วนประกอบในการรักษา เช่น ยากันแดด ยาลดความดันในรายที่มีความดันโลหิตสูง ยาลดไขมันในรายที่มีไขมันในเลือดสูง หรือผู้ป่วยบางรายอาจมีความผิดปกติจนต้องได้รับการผ่าตัด เช่น ภาวะกระดูกตายขาดเลือด เป็นต้น
การตั้งครรภ์และการคุมกำเนิด
การตั้งครรภ์และการรับประทานยาคุมกำเนิดอาจกระตุ้นให้โรคกำเริบได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะไม่สามารถตั้งครรภ์ไม่ได้ ในรายที่สามารถควบคุมอาการของโรคได้ดี โรคเข้าสู่ระยะสงบหรือมีความรุนแรงของโรคในระดับต่ำ ร่วมกับการที่ได้รับยาที่ไม่มีผลต่อทารก เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก็สามารถที่จะตั้งครรภ์ได้เช่นคนปกติ ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสมในขณะที่โรคยังกำเริบหรือมีอาการรุนแรง และยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร รวมทั้งปรึกษาถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมีบุตร
การมีชีวิตอยู่กับโรคเอสแอลอี
ผู้ป่วยโรคแอสแอลอีมักจะมีอาการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์และจิตใจได้บ่อย โดยอาจเป็นผลจากโรคเอง หรือยาที่ใช้ในการรักษา เนื่องจากยาบางชนิดอาจทำให้ผู้ป่วยหน้าบวมหรือผมร่วงดูไม่สวยงาม หรือผู้ป่วยมีผื่นบริเวณใบหน้าหรือผิวหนัง เป็นที่สังเกตของผู้พบเห็น ความผิดปกติเหล่านี้ส่วนใหญ่จะหายไปเมื่อควบคุมโรคได้ แพทย์ลดปริมาณการใช้ยาลง เป็นต้น ดังนั้น แพทย์ เพื่อนฝูง ผู้ร่วมงาน และญาติพี่น้อง จึงควรเข้าใจสภาพจิตใจผู้ป่วย ควรช่วย กันให้กำลังใจ เพื่อให้ผู้ป่วยมีกำลังใจ ยอมรับ และปรับตัวให้เข้ากับโรคได้เพื่อจะได้ดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข