
ผศ.นพ.สมพร โชตินฤมล
กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด
รหัสเอกสาร PI-IMC-212-R-00
อนุมัติวันที่ 24 กันยายน 2563
โรต้าไวรัส คือ ไวรัสชนิดหนึ่ง ที่เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะอุจจาระร่วงในเด็ก โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้ อาเจียน และท้องเสีย หรือเรียกว่าไวรัสลงกระเพาะ โรคนี้พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุการนอนโรงพยาบาลของเด็กที่มีภาวะท้องเสีย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในทารก และเกิดได้บ่อยในประเทศด้อยพัฒนา เนื่องจากการขาดสารน้ำรุนแรงและไม่มีการบริการทางสาธารณสุขเพียงพอ แต่ในประเทศไทย ทารกที่ป่วยด้วยโรคนี้อาจไม่เสียชีวิต เพราะมีระบบบริการสาธารณสุขที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม โรคอุจจาระร่วงจากโรต้าไวรัส เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กต้องรักษาในโรงพยาบาล อันเนื่องมาจากการขาดสารน้ำในร่างกาย
อาการป่วยจากการติดเชื้อไวรัสโรต้า มีอาการอย่างไร
หลังรับเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะมีอาการป่วยได้ภายใน 2 วัน โดยมีอาการไข้ อาเจียน และท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำ และมีความรุนแรงแตกต่างกันไป ซึ่งอาจส่งผลให้มีภาวะขาดน้ำ ความดันโลหิตลดลง เกิดภาวะช็อก และเสีย ชีวิตได้ ส่วนการรักษาจะเป็นในรูปแบบรักษาตามอาการ เช่น ให้น้ำเกลือแร่ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ หรือให้ยาแก้อาเจียน ยาลดไข้ เป็นต้น อาการมักรุนแรงในเด็กเล็กที่อายุน้อยและเป็นการติดเชื้อครั้งแรก (ไวรัสโรต้าสามารถเป็นได้หลายครั้ง) ในเด็กโตพบได้น้อยลงและความรุนแรงก็น้อยลง
การป้องกันเป็นสิ่งสำคัญ คือ การมีสุขอนามัยที่ถูกต้อง กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือเป็นประจำ แต่อย่างไรก็ตาม ไวรัสชนิดนี้ค่อนข้างมีความทนทานและมีขนาดเล็ก จึงสามารถปนเปื้อนในสิ่งต่างๆ และเข้าสู่ปากหรือจมูกของทารกได้ ถึงแม้จะระมัดระวังและมีสุขอนามัยที่ดีแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อได้ ดังนั้น การป้องกันที่ดีในปัจจุบัน คือ การให้วัคซีนในทารกก่อนอายุ 6 เดือน
วัคซีนโรต้าไวรัสคืออะไร
วัคซีนโรต้าไวรัสที่ใช้ในปัจจุบันในประเทศไทย เป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อไวรัสโรต้าที่มีชีวิต มี 2 ชนิด ได้แก่
วัคซีนโรต้าไวรัสชนิดที่ 1 ประกอบด้วยไวรัสโรต้าสายพันธุ์ที่เก็บจากมนุษย์ 1 สายพันธุ์ (RV1) ให้วัคซีน 2 ครั้ง โดยให้ทางปาก (รับประทาน) ที่อายุ 2 เดือน และ 4 เดือน
วัคซีนโรต้าไวรัสชนิดที่ 2 ประกอบด้วยไวรัสโรต้าสายพันธุ์ที่เก็บจากวัว 5 สายพันธุ์ (RV5) และใส่พันธุกรรมของสายพันธุ์มนุษย์เข้าไป โดยชนิดนี้ต้องให้วัคซีน 3 ครั้ง ทางปาก (รับประทาน) ที่อายุ 2 เดือน , 4 เดือน และ 6 เดือน
วัคซีนทั้ง RV1 และ RV5 สามารถป้องกันโรคโรต้าไวรัสได้ใกล้เคียงกัน เด็กที่ไม่เคยได้รับวัคซีนนี้ มีโอกาสป่วยเป็นโรคท้องร่วงจากโรต้าไวรัสก่อนอายุครบ 5 ขวบเกือบทุกคน ส่วนทารกที่ได้รับวัคซีนครบ จะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยละ 70-80 และป้องกันอาการรุนแรงหลังติดเชื้อได้ร้อยละ 90
ข้อห้ามและผลข้างเคียงจากการให้วัคซีน
โดยปกติแพทย์จะแนะนำในการให้วัคซีนโรต้าไวรัสที่อายุ 2 เดือน , 4 เดือน และ 6 เดือน ซึ่งมีข้อพึงระวัง คือ การให้วัคซีนครั้งแรกในทารก จะต้องไม่ช้ากว่าอายุ 15 สัปดาห์ และวัคซีนครั้งสุดท้ายจะต้องได้เสร็จสิ้นก่อนอายุ 8 เดือน
โดยการให้วัคซีนมีข้อห้าม ดังนี้ ห้ามให้วัคซีนในคนที่แพ้ส่วนประกอบของวัคซีน และห้ามให้วัคซีนในบุคคลที่แพ้ยาง Latex ซึ่งพบน้อยมากในเด็กอายุ 2 เดือน รวมทั้งห้ามให้วัคซีนในเด็กทารกที่มีปัญหาทางเดินลำไส้ผิดปกติ เช่น ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายตีบ ลำไส้สั้นจากการผ่าตัด ทารกที่มีผนังหน้าท้องเปิดและกระเพาะปัสสาวะเปิดออกทางหน้าท้อง ทารกที่มีอายุต่ำกว่า 1 เดือน ทารกที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง และทารกมีประวัติเป็นลำไส้กลืนกันมาก่อนหรือหลังรับวัคซีน
ผลข้างเคียงของวัคซีนส่วนใหญ่เป็นผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรง เช่น มีไข้ ปวดท้อง ร้องกวน ท้องเสีย ซึ่งมีโอกาสเกิดได้น้อย และมักจะเกิดขึ้นภายใน 7-14 วันหลังจากได้วัคซีน พบผลข้างเคียงนี้ในการรับวัคซีนครั้งแรกมากกว่าครั้งหลัง แต่ผลข้างเคียงที่รุนแรงและต้องระวัง คือ ลำไส้กลืนกัน ซึ่งตามรายงานมีโอกาสเกิดได้น้อยมาก
ในการป้องกันโรคท้องร่วงจากเชื้อไวรัสโรต้า นอกจากการรับวัคซีนตามเกณฑ์แล้ว การรักษาสุขอนามัยให้ถูกต้อง เช่น กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ก็เป็นสิ่งสำคัญ รวมทั้งการให้ทารกกินนมแม่ให้นานที่สุด ก็สามารถลดโอกาสภาวะท้องเสียจากไวรัสโรต้าลงได้
เอกสารอ้างอิง อุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า (Rotavirus) สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย https://www.pidst.or.th/A730.html