
อ.นพ.ชัยวรรธน์ ประดิษฐ์ทองงาม
อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและตับ
รหัสเอกสาร PI-GI-008-R-00
อนุมัติวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567
โรคกรดไหลย้อน หมายถึง ภาวะที่กรดในกระเพาะไหลย้อนมาในหลอดอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหารและเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือแสบหน้าอก บางครั้งอาจจะรู้สึกรสเปรี้ยว โดยเมื่อเรารับประทานอาหารทางปาก อาหารจะถูกเคี้ยวและกลืนเข้าหลอดอาหาร อาหารจะถูกบีบไล่ไปยังกระเพาะอาหาร ระหว่างรอยต่อของกระเพาะอาหารและหลอดอาหารจะมีหูรูดหรือที่เรียกว่า Sphincter ทำหน้าที่ปิดมิให้อาหารหรือกรดไหลย้อนกลับไปยังหลอดอาหาร เมื่ออาหารอยู่ในกระเพาะจะมีกรดออกมาจำนวนมาก และเมื่ออาหารได้รับการย่อยแล้วจะถูกบีบต่อไปยังลำไส้เล็ก

โรคกรดไหลย้อนเกิดขึ้นได้อย่างไร
- มีการคลายตัวเป็นครั้งคราวของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างโดยไม่มีการกลืน
- เกิดการเลื่อนของกระเพาะอาหารเข้าไปในหลอดอาหาร ทำให้เพิ่มโอกาสการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารมากขึ้น
- เกิดจากความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหาร หรือหลอดอาหาร
- อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด หรือเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม
- การเกิดภาวะ Acid pocket โดยพบว่าหลังรับประทานอาหารส่วนของกระเพาะส่วนต้นมีความเป็นกรดสูงกว่าส่วนอื่น ทำให้เกิดการไหลย้อนจองกรดมากขึ้น
อาการของโรคกรดไหลย้อน
มีอาการแสดงที่สำคัญคืออาการทางหลอดอาหาร และอาการนอกหลอดอาการ โดยอาการทางหลอดอาหารมีดังนี่
๐ อาการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอก และลิ้นปี่ (Heart burn) บางครั้งอาจจะร้าวไปที่คอได้ ซึ่งจะเป็นมากขึ้นภายหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก หรือการนอนหงาย
๐ รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือมีรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก (เรอเปรี้ยว)
๐ กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ
๐ เรอบ่อย คลื่นไส้
๐ รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย
อาการนอกหลอดอาหาร มีดังนี้
๐ เสียงแหบเรื้อรัง หรือแหบเฉพาะตอนเช้าหรือมีเสียงผิดปกติจากเดิม
๐ เจ็บคอเรื้อรัง
๐ ไอเรื้อรัง
๐ อาการทางช่องปาก เช่น ฟันผุ มีกลิ่นปาก
๐ อาการหอบหืด
๐ เจ็บหน้าอก, แน่นหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ
การวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน
โดยปกติ แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ ได้จากอาการดังที่กล่าวมา โดยผู้ป่วยที่มีอาการทั้งแสบยอดอก และ/หรือ เรอเปรี้ยว (ทั้งนี้ไม่ควรมีอาการที่บ่งบอกว่าน่าจะเป็นโรคอื่น อาทิ น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ถ่ายเป็นเลือด หรือมีไข้) แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยได้เลยว่าผู้ป่วยมีภาวะกรดไหลย้อนและให้การรักษา เบื้องต้นได้ โดยจะติดตามดูอาการของผู้ป่วย ในบางรายอาจมี ความจำเป็นต้องได้รับการตรวจค้นพิเศษเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร การกลืนแป้ง การตรวจวัดการบีบตัวของหลอดอาหาร และการตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างในหลอดอาหาร ซึ่งพบว่าได้ผลแม่นยำและดีที่สุดในปัจจุบัน
การสืบค้นเพิ่มเตืม
1 . การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน
มีวัตถุประสงค์เพื่อดูรอยโรคในหลอดอาหาร โดยเลือดตรวจในกรณีต่อไปนี้
- เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะหลอดอาหารอักเสบ
- ในรายที่มีอาการเตือน (กลืนลำบาก, กลืนเจ็บ, อาเจียนรุนแรง, ถ่ายดำ, ซีด, น้ำหนักลด)
2. การวัดความเป็นกรดในหลอดอาหาร โดยแนะนำให้ตรวจในกรณีต่อไปนี้
- ส่องกล้องแล้วผลปกติหรือไม่ชัดเจน
- ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา หรือการผ่าตัด
- โรคกรดไหลย้อนที่มีอาการนอกหลอดอาหาร
การรักษา
โดยทั่วไปเป้าหมายของการรักษา แพทย์จะมุ่งเน้นให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น รักษาอาการอักเสบของแผลในหลอดอาหารและป้องกันผลแทรกซ้อน การรักษาประกอบไปด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต การให้ยา การส่องกล้องรักษาและการผ่าตัดโดยวิธีที่ง่ายที่สุด คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต(Life style Modification) ซึ่งสามารถทำได้ดังต่อไปนี้
๐ ลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูงทำให้กรดไหลย้อนได้มาก
๐ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา
๐ หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด อาหารไขมันสูง ช็อกโกแลต
๐ รับประทานอาหารพออิ่ม ควรรับประทานอาหารปริมาณน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง
๐ ใส่เสื้อหลวมๆ ไม่ใส่เสื้อรัดรูปจนเกินไป
๐ ระวังอาหารมื้อเย็น ไม่รับประทานในปริมาณมากและไม่ควรนอนทันที เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
๐ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
๐ นอนตะแคงซ้ายและนอนหนุนหัวเตียงให้สูงอย่างน้อย 6 นิ้ว
การรักษาด้วยยา
การรับประทานยา เพื่อลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และ/หรือ เพิ่มการเคลื่อนตัวของระบบทางเดินอาหารในการกำจัดกรด ปัจจุบันยาลดกรดกลุ่ม proton pump inhibitor เป็น ยาที่สามารถยับยั้งการหลั่งกรดได้ดี สามารถเห็นผลการรักษาเร็ว ควรรับประทานยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ไม่ควรลดขนาดยา หรือ หยุดยาเอง และควรมาพบแพทย์ตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ผู้ป่วยบางรายอาจใช้เวลานานประมาณ 1-3 เดือน กว่าที่อาการต่างๆ จะดีขึ้น ดังนั้นอาการต่างๆ อาจไม่ดีขึ้นเร็ว ต้องใช้เวลาในการหาย เมื่ออาการต่างๆ ดีขึ้น และผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนนิสัย และการดำเนินชีวิตประจำวันในข้อ 1 ได้ และได้รับประทานยาต่อเนื่องกันอย่างน้อย 2-3 เดือน แล้ว แพทย์จะปรับลดขนาดยาลงเรื่อยๆ ทีละน้อย ไม่ควรซื้อยารับประทานเองเวลาป่วย เนื่องจากยาบางชนิดจะทำให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดเพิ่มขึ้น หรือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวมากขึ้น จึงควรหลีกเลี่ยงยาบางชนิด เช่น progesterone, theophyllin, anticholinergics, beta-blockers, alpha-blockers, calcium channel blockers, aspirin, NSAID, vitamin C, benzodiazepines พบว่าประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วยที่มีอาการของโรคกรดไหลย้อน สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยา
การรักษาโดยการผ่าตัด
การผ่าตัด เพื่อป้องกันไม่ให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหารส่วนบน การรักษาวิธีนี้จะพิจารณาทำในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ซึ่งให้การรักษาโดยการใช้ยาอย่างเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น หรือไม่สามารถรับประทานยาที่ใช้ในการรักษาภาวะนี้ได้ หรือผู้ป่วยที่ดีขึ้นหลังจากการใช้ยาแต่ไม่ต้องการที่จะกินยาต่อ ซึ่งผู้ป่วยที่ต้องทำการผ่าตัดมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น
เอกสารอ้างอิง Gastroenterology & Hepatology : 2nd edition, 2564.
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตั
Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter
หรือ เพิ่มเพื่อนใน LINE ด้วยคิวอาร์โค้ด

Facebook : SriphatMedicalCenter