ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

โรคภูมิแพ้ในเด็ก




ผศ.นพ.มงคล เหล่าอารยะ

กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้

รหัสเอกสาร PI-IMC-185-R-00

 

โรคภูมิแพ้ คืออะไร


       โรคภูมิแพ้ คือ การตอบสนองของภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อสิ่งกระตุ้น ซึ่งโดยปกติจะไม่เป็นอันตรายสำหรับคนทั่วไป เช่น ฝุ่นที่อยู่ในบ้าน ขนและรังแคสัตว์เลี้ยง หรือเกสรพืช สิ่งเหล่านี้สำหรับคนที่ไม่มีอาการแพ้ จะไม่มีการตอบสนองเป็นอาการผิดปกติออกมา แต่คนที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิแพ้ จะมีการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นเหล่านี้ ทำให้เกิดอาการผิดปกติขึ้นมา


อาการ


       อาการผิดปกติที่แสดงออกมาประกอบด้วยหลายระบบ โดยทั่วไปที่เห็นเด่นชัด คือ ระบบผิวหนัง เช่น เป็นผื่น แดง คัน นูน ขึ้นมา หรือมักจะเรียกว่า “ลมพิษ” บางรายอาจมีอาการหน้าบวม และมีอาการคันร่วมด้วย หรือในบางรายอาจมีภาวะผิวแห้ง สาก คันตามข้อพับ


       อีกระบบหนึ่งที่พบได้บ่อย คือ ระบบทางเดินหายใจ เช่น กลุ่มที่แพ้อากาศ จะมีอาการทางเดินหายใจส่วนบน เช่น น้ำมูกไหล คัดจมูก จาม คัน ตาแดง หากเป็นทางเดินหายใจส่วนล่าง อาจจะมีอาการไอ หายใจเสียงดังจากภาวะหลอดลมตีบ และหายใจหอบเหนื่อย ที่เรียกว่า “โรคหอบหืด”


        ส่วนอาการระบบอื่นๆ ที่สำคัญอีกระบบหนึ่ง คือ “ระบบทางเดินอาหาร” ในบางรายที่มีการแพ้อาหาร อาจมีท้องเสีย ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียนได้ และอาจมีการแพ้รุนแรง ซึ่งเป็นอาการผิดปกติของหลายระบบร่วมกัน ที่สามารถทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที



การตรวจคัดกรอง


        โดยปกติแพทย์จะแนะนำการตรวจคัดกรองโรคภูมิแพ้เฉพาะคนที่มีอาการผิดปกติหรือมีภาวะเสี่ยงโรคภูมิแพ้ เช่น มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม หรือหายใจหอบเหนื่อย เป็นหอบหืด หรือมีผื่นเรื้อรัง แต่หากไม่มีอาการ อาจไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรอง


       การตรวจคัดกรองโรคภูมิแพ้เพื่อหาสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุ สามารถทำได้ 2 วิธี คือ 1. การตรวจดูระดับภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในเลือด (Serum specific IgE) และ 2. การตรวจภูมิแพ้ทางผิวหนัง โดยใช้สารก่อภูมิแพ้หยดที่ผิวหนังและสะกิด ที่เรียกว่า Skin test หรือ Skin prick test ซึ่งผู้ที่รับการตรวจต้องหยุดยาแก้แพ้ก่อนทำการตรวจ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ และต้องปรึกษาแพทย์ก่อนตรวจ เพื่อเลือกวิธีการตรวจที่เหมาะสม




การรักษา


        การรักษาโรคภูมิแพ้ในเบื้องต้น คือ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่ทำให้เกิดอาการ ทั้งนี้ อาจต้องทราบสาเหตุของการเกิดโรคก่อน และหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุ เช่น สารก่อภูมิแพ้ที่พบมากในคนไทย คือ ไรฝุ่นหรือฝุ่นที่อยู่ในบ้าน ควรจัดบ้านให้สะอาด เปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนเป็นประจำ รวมทั้งอาจใช้ผ้าคลุมกันไรฝุ่นจัดห้อง และพยายามไม่อยู่ในห้องที่มีพรม สำหรับผู้ที่แพ้ขนสัตว์ เช่น ขนสุนัข ขนแมว ต้องหลีกเลี่ยง ไม่ให้มีสัตว์เลี้ยงในบ้าน


       หากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาเพื่อรักษาอาการ เช่น ยาต้านฮีสตามีน (Histamine) หรือมักเรียกเรียกว่า “ยาแก้แพ้” ซึ่งมีทั้งแบบทานแล้วง่วงและไม่ง่วง นอกจากนั้นยังมียาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ “ยาสเตรียรอยด์” โดยในปัจจุบันมักจะใช้ยาสเตรียรอยด์เฉพาะที่ เช่น สเตรียรอยด์พ่นจมูกสำหรับโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือถ้าเป็นหอบหืด จะใช้สเตรียรอยด์ที่พ่นทางปากเพื่อลงไปที่หลอดลม ส่วนระบบผิวหนัง จะใช้สเตรียรอยด์แบบทา ซึ่งสเตรียรอยด์เฉพาะที่เหล่านี้ ผลข้างเคียงจะต่ำกว่าการใช้สเตรียรอยด์ที่เป็นแบบรับประทานหรือแบบฉีด และสามารถใช้ได้ในระยะยาว โดยต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์และปรับขนาดยาให้เหมาะสม


        นอกจากนั้นยังมียาชนิดอื่นๆ ซึ่งสามารถปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้ เพื่อพิจารณาเลือกยาที่เหมาะสม รวมทั้งการรักษาด้วยการให้ฉีดวัคซีนภูมิแพ้ชนิดฉีดใต้ผิวหนังหรืออมใต้ลิ้น ซึ่งใช้เวลาในการรักษาประมาณ 3-5 ปี จึงจำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมิอจากผู้ป่วยและผู้ปกครอง เนื่องจากเป็นการรักษาที่ค่อนข้างใช้เวลายาวนานและต่อเนื่อง



สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่

• Call center : 0-5393-6900-1
• LINE Official : https://lin.ee/h3Wxyp3
• Facebook : https://bit.ly/2Kid6X9
• Youtube : https://bit.ly/3anQsH6
• Twitter : https://bit.ly/3eACDJ2
• Instagram: https://bit.ly/2VnrTGo
• Blockdit : https://bit.ly/2VqvL9D
• Website: http://sriphat.med.cmu.ac.th

หรือเพิ่มเพื่อนใน LINE ด้วยคิวอาร์โค้ด