ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน (Acute bronchitis)




.นพ.ทัศนัย  วนรัตน์วิจิตร

กุมารแพทย์

รหัสเอกสาร PI-IMC-174-R-00

 


       โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน (Acute bronchitis) มีสาเหตุส่วนใหญ่ (ร้อยละ 90) เกิดจากเชื้อไวรัส และน้อยกว่าร้อยละ 10 เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และ/หรือมีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนหลังจากการติดเชื้อไวรัส โดยผู้ป่วยจะมีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบนนำมาก่อน ได้แก่ เยื่อ  บุจมูกอักเสบ (Rhinitis) คออักเสบ (Pharyngitis) และมีการแพร่กระจายของเชื้อจากด้านบนลงมาด้านล่าง ทำให้มีการอักเสบร่วมกับการทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจของหลอดคอ หลอดลมขนาดใหญ่และขนาดกลาง อาจมีไข้หรือไม่มีไข้ก็ได้ มีอาการหวัด  3-5 วัน ตามด้วยอาการไอประมาณ 1-2สัปดาห์ ซึ่งเป็นอาการที่สำคัญที่สุดของหลอดลมอักเสบ โดยทั่วไปอาการหลอดลมอักเสบเฉียบพลันมักจะหายภายใน 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยที่มีอาการไอนานกว่า 2-4 สัปดาห์ ควรส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุ 


      

การวินิจฉัยและการรักษา


          การวินิจฉัยโรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน แพทย์จะทำการซักประวัติ และตรวจร่างกาย โดยหากเป็นโรคหลอดลมอักเสบชนิดเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อไวรัส ถ้าปฏิบัติตัวถูกต้องมักจะหายเองภายใน 7-10 วัน หรือรักษาตามอาการ เช่น


               - ให้ยาลดไข้กรณีมีไข้


               - ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อทำให้ชุ่มคอและบรรเทาอาการไอ ช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำ และลดความเหนียวของเสมหะได้ ไม่ควรดื่มน้ำเย็น


               - ไม่แนะนำให้ใช้ยากดอาการไอในผู้ป่วยเด็ก (Cough suppression) เพราะทำให้เกิดอาการง่วงซึม เสมหะแห้งเหนียวมากขึ้น และอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้


               ในรายที่มีลักษณะบ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย ควรให้ยาต้านจุลชีพ (Antibiotic) ที่ครอบคลุมเชื้อที่น่าจะเป็นสาเหตุ

 


แต่ทั้งนี้การดูแลให้ปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้ จะช่วยให้อาการป่วยจากโรคหลอดลมอักเสบหายเร็วขึ้น ได้แก่


               - การพักผ่อนให้เพียงพอ 


               - หลีกเลี่ยงอากาศเย็นและแห้ง ซึ่งจะทำให้ไอมากขึ้น โดยเฉพาะควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศจากเครื่อง ปรับอากาศหรือพัดลมโดยตรง


               - หลีกเลี่ยงฝุ่น ควัน สารเคมี ควันบุหรี่ และสารระคายเคืองต่างๆ ซึ่งจะทำให้การอักเสบในหลอดลมเป็นมากขึ้น


               - ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เช่น นอนห่มผ้า หรือใส่ถุงเท้าเวลานอน


            การดูแลเด็กให้มีสุขภาพที่แข็งแรงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด รวมทั้งเด็กควรได้รับวัคซีนป้องกันเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคในระบบหายใจ ได้แก่ วัคซีน  นิวโมคอคคัสชนิดคอนจูเกต (Pneumococcal conjugate vaccine), ฮิบวัคซีน (Hib vaccineและวัคซีนป้องกันโรคไอกรน (Pertussis vaccine)


             เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ควรได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine) ทุกปี รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่และผู้เลี้ยงดูเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ควรได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine) และไอกรน (Pertussis vaccine) ด้วยเช่นกัน


              ทั้งนี้ หากเด็กๆ เริ่มมีอาการป่วย ควรให้การดูแลรักษาตั้งแต่เริ่มเป็น เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ อาจกลายเป็นไข้หวัด หลอดลมอักเสบและลุกลามไปสู่ปอด จนเป็นปอดอักเสบได้



สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่

• Call center : 0-5393-6900-1
• LINE Official : https://lin.ee/h3Wxyp3
• Facebook : https://bit.ly/2Kid6X9
• Youtube : https://bit.ly/3anQsH6
• Twitter : https://bit.ly/3eACDJ2
• Instagram: https://bit.ly/2VnrTGo
• Blockdit : https://bit.ly/2VqvL9D
• Website: http://sriphat.med.cmu.ac.th

หรือเพิ่มเพื่อนใน LINE ด้วยคิวอาร์โค้ด