ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

งูสวัด




อ.นพ.นภัทร  โตวณะบุตร

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง

รหัสเอกสาร PI-IMC-171-R-00


         “งูสวัด” เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella virus) ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับเชื้อที่ทำให้เกิดโรคสุกใส โดยเชื้อไวรัสนี้สามารถติดต่อทาง การหายใจหรือการสัมผัสน้ำจากรอยโรคที่เป็นตุ่มน้ำ เมื่อหายจากโรคสุกใสแล้ว เชื้อไวรัสวาริเซลลาจะซ่อนอยู่ภายในปมประสาท โดยที่ภูมิคุ้มกันร่างกายไม่สามารถกำจัดได้ เมื่อร่างกายอ่อนแอหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ พักผ่อนไม่เพียงพอ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน หรือผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด เชื้อไวรัสนี้จะแบ่งตัวและลุกลามตามเส้นประสาท ทำให้เส้นประสาทอักเสบ เมื่อลามไปสู่ผิวหนังจะทำให้เกิดรอยโรค มีลักษณะเป็นตุ่มน้ำ โรคงูสวัดในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมีโอกาสลุกลามมากกว่าปกติ หรืออาจกระจายทั่วทั้งตัว ซึ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้



อาการของโรคงูสวัด


        ระยะแรก จะมีอาการปวดแสบร้อน โดยหาสาเหตุไม่ได้ อาจมีไข้ ปวดร้าวร่างกาย ต่อมาประมาณ 2-3 วัน จะเริ่มมีผื่นแดง และมีตุ่มน้ำใส เรียงกันเป็นกลุ่มตามแนวยาวของเส้นประสาท เช่น ตามแขนขา รอบเอว รอบหลัง หรือศีรษะ โดยตุ่มน้ำใสจะแตกออกเป็นแผล และตกสะเก็ด ซึ่งผู้ป่วยจะหายเองได้ภายใน 2 สัปดาห์ ทั้งนี้ ยังมีกรณีสำหรับผู้ป่วยบางคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ที่อาจมีอาการปวดแสบร้อนลึกตามรอยแนวของโรค ทั้งที่แผลหายนานแล้ว


        โดยปกติการเป็นงูสวัดสามารถหายได้เอง แต่อาจต้องใช้เวลาในรักษาตัวเอง ประมาณ 2 สัปดาห์ เพราะภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถจัดการกับเชื้อไวรัสได้ รวมทั้งการเป็นงูสวัดมักเป็นตามแนวเส้นประสาทซีกใดซีกหนึ่ง ไม่เคยพบว่าผื่นงูสวัดจะมาบรรจบกันได้



การรักษาโรคงูสวัด


        แนะนำพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคผิวหนัง ซึ่งโดยมากแพทย์จะรักษาตามอาการ เช่น ให้รับประทานยาแก้ปวดในกรณีที่มีอาการปวด และอาจให้ยาต้านไวรัสหรือยาปฏิชีวนะ ขึ้นอยู่กับอาการของโรค ผู้ป่วยสามารถประคบแผลด้วยน้ำเกลือ ครั้งละประมาณ 10 นาที วันละ 3-4 ครั้ง จะช่วยทำให้แผลแห้งเร็วขึ้น ที่สำคัญต้องไม่แคะ แกะ หรือเกาแผล เพื่อป้องกันการติดเชื้อและกลายเป็นแผลเป็น ทั้งนี้ การรักษาจะหายเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มาพบแพทย์และระยะของโรคที่เป็น รวมทั้งการดูแลอย่าให้แผลติดเชื้อ


          ส่วนการรักษางูสวัดด้วยการเป่าหรือพ่นน้ำมนต์ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังได้ เนื่องจากภายในปากของผู้เป่าน้ำมนต์อาจมีเชื้อแบคทีเรียอาศัยอยู่ หรืออาจมีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนอยู่ในน้ำมนต์ เมื่อเป่าหรือพ่นน้ำมนต์มาถูกแผลที่เปิด อาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อแทรกซ้อนและอาการลุกลามมากขึ้น


สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่

• Call center : 0-5393-6900-1
• LINE Official : https://lin.ee/h3Wxyp3
• Facebook : https://bit.ly/2Kid6X9
• Youtube : https://bit.ly/3anQsH6
• Twitter : https://bit.ly/3eACDJ2
• Instagram: https://bit.ly/2VnrTGo
• Blockdit : https://bit.ly/2VqvL9D
• Website: http://sriphat.med.cmu.ac.th

หรือเพิ่มเพื่อนใน LINE ด้วยคิวอาร์โค้ด