ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

โรคผิวหนังอักเสบและโรคสะเก็ดเงิน




รศ.นพ.มติ  เชื้อมโนชาญ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง


รหัสเอกสาร PI-IMC-071-R-01

อนุมัติวันที่ 12 ตุลาคม 2566


โรคผิวหนังอักเสบบริเวณที่ผิวมัน (Seborrheic dermatitis)


       เป็นโรคผิวหนังที่พบเจอได้บ่อย โดยช่วงอายุที่มักพบ ได้แก่ ทารกช่วง 3 เดือนแรก วัยรุ่น และ ผู้ใหญ่ ช่วงอายุ 40-60 ปี โดยสาเหตุเชื่อว่าเกิดจากต่อมไขมันของผิวหนังสร้างไขมันออกมามากกว่าปกติ ผู้ป่วยบางรายพบเชื้อยีสต์ที่อาศัยอยู่เป็นปกติบนผิวหนังเพิ่มจำนวนมากขึ้น ทั้ง 2 ปัจจัยหลักดังกล่าว ส่งผลให้มีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ก่อให้ เกิดเป็นผื่นผิวหนังอักเสบตามมา นอกจากนี้ปัจจัยภายนอกบางอย่างก็สามารถกระตุ้นให้เกิดผื่นได้ เช่น ความเครียด สภาพอากาศร้อน แสงแดด รวมถึงความแห้งของอากาศในช่วงฤดูหนาว

       ผื่นในโรค Seborrheic dermatitis มีลักษณะเป็นผื่นแดง มีขุยสีขาวอมเหลือง ซึ่งดูค่อนข้างมันปกคลุมอยู่ ในรายที่เป็นมากผื่นอาจมีสะเก็ดหนาได้ ผื่นมักพบบริเวณผิวหนังที่มีปริมาณต่อมไขมันมาก ได้แก่ ข้างจมูก คิ้ว ใบหู หลังหู หน้าอก แผ่นหลัง รักแร้ หรือบริเวณขาหนีบ นอกจากนี้ยังสามารถพบผื่นบริเวณไรผม หนังศีรษะได้ ซึ่งถ้าเป็นไม่รุนแรง แค่คันและมีสะเก็ดเล็กน้อย เรามักเรียกว่า รังแค

       ผื่นในเด็กมักมีอาการไม่รุนแรงและหายไปเองเมื่อโตขึ้น ส่วนในผู้ใหญ่อาการมักเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ สำหรับการดูแลรักษา อันดับแรกที่สำคัญคือการดูแลผิวหนังให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดตามคำแนะนำข้างต้น หากผื่นยังเป็นมากควรปรึกษาแพทย์ โดยยาที่สามารถใช้รักษา ได้แก่ ยาที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา และยาที่มีฤทธิ์ลดอาการอักเสบ ทั้งกลุ่มสเตียรอยด์ และไม่ใช่   สเตียรอยด์


โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)


       เป็นอีกโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวมักแสดงอาการให้เห็นมากขึ้น สาเหตุของโรคสะเก็ดเงินในปัจจุบัน เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ พันธุกรรม การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ และปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ เช่น การติดเชื้อ ความเครียด การบาดเจ็บของผิวหนังจากรอยแกะ เกา การรับประทานยาบางชนิด ส่งผลให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเร็วขึ้น และเกิดเป็นผื่นที่มีความหนากว่าผิวหนังปกติ โรคสะเก็ดเงินไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ จึงไม่สามารถติดต่อสู่คนรอบข้างได้

       ผื่นสะเก็ดเงินพบได้หลายรูปแบบ ชนิดที่พบบ่อยเป็นปื้นหนาสีแดง ขอบเขตชัดเจน ปกคลุมด้วยสะเก็ดสีเทาเงิน โดยบริเวณที่พบผื่นบ่อยๆ ได้แก่ ข้อศอก เข่า หลังส่วนล่าง และหนังศีรษะ อย่างไรก็ตามอาจพบผื่นที่ผิวหนังบริเวณใดของร่างกายก็ได้ รวมทั้งที่เล็บ นอกจากนี้ผู้ป่วยบางคนอาจพบการอักเสบของข้อร่วมด้วยได้  ในปัจจุบันมีข้อมูลพบว่าผู้ป่วยสะเก็ดเงินมีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนลงพุง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มากกว่าคนทั่วไป ซึ่งนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจและสมองได้

       การรักษาสะเก็ดเงิน ประกอบด้วยยาทา การอบแสงพระอาทิตย์เทียม ยารับประทาน และยาฉีด จากความก้าวหน้าในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงิน ทำให้ยารักษาสะเก็ดเงินในปัจจุบัน มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง

       วิธีการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยสะเก็ดเงินโดยทั่วไป คือ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ซึ่งได้แก่ ความเครียด การพักผ่อนน้อย การดื่มสุรา สูบบุหรี่ การรับประทานยาบางชนิดที่สามารถกระตุ้นให้โรคกำเริบได้ เช่น ยาลดความดันโลหิตบางชนิด ยาทางจิตเวช (Lithium) เป็นต้น ผู้ป่วยสะเก็ดเงินควรดูแลผิวหนังให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอด หากปล่อยให้ผิวแห้งคันมาก ทำให้ต้องเกา จะนำไปสู่การบาดเจ็บของผิวหนังและกระตุ้นให้ผื่นสะเก็ดเงินกำเริบขึ้นได้ นอกจากนี้ในช่วงฤดูหนาว ร่างกายอาจติดเชื้อระบบทางเดินหายใจง่ายขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผื่นสะเก็ดเงินกำเริบได้เช่นกัน ดังนั้น ควรรักษาภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ 


------------------------------------------------------------

สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• Call center : 0-5393-6900-1
• LINE Official : https://lin.ee/h3Wxyp3
• Facebook : https://bit.ly/2Kid6X9
• Youtube : https://bit.ly/3anQsH6
• Twitter : https://bit.ly/3eACDJ2
• Instagram: https://bit.ly/2VnrTGo
• Blockdit : https://bit.ly/2VqvL9D
• Website: http://sriphat.med.cmu.ac.th

หรือเพิ่มเพื่อนใน LINE ด้วยคิวอาร์โค้ด