
อ.นพ.ชัยวรรธน์ ประดิษฐ์ทองงาม
อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหารและโรคตับ
รหัสเอกสาร PI-GI-007-R-00
อนุมัติวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567
1. ปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่
2. แสบร้อนท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ โดยไม่ร้าวขึ้นไปบริเวณหน้าอก
3. แน่นหรืออึดอัดท้องหลังมื้ออาหาร คือความรู้สึกไม่สบายเหมือนกับว่าอาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานผิดปกติ
4. รู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ คือความรู้สึกว่ากระเพาะเต็มเร็วผิดปกติหลังจากเริ่มทานอาหาร ทั้งที่ปริมาณอาหารที่ทานเข้าไปน้อย และทำให้ไม่สามารถทานอาหารปริมาณปกติที่เคยทานได้หมด
ผู้ป่วยที่มีภาวะอาหารไม่ย่อยบางรายอาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น เบื่ออาหาร เรอ คลื่นไส้อาเจียน รู้สึกมีลมแน่นบริเวณลิ้นปี่ หรืออาจมีอาการเรอเปรี้ยว แสบร้อนหน้าอกนานๆครั้งได้ แต่ไม่ใช่อาการเด่น
สาเหตุของภาวะอาหารไม่ย่อย
1. ภาวะอาหารไม่ย่อยชนิดไม่มีแผล (Functional Dyspepsia) เป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวข้างต้น แต่หลังจากตรวจค้นโรคแล้ว ไม่พบความผิดปกติหรือโรคร้ายแรงอื่นๆ เป็นภาวะที่พบบ่อยที่สุด และเชื่อว่าภาวะนี้อาจสัมพันธ์กับความเครียดทางจิตใจ อาหาร หรือกรรมพันธุ์
2. แผลในกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer) พบเป็นสาเหตุของภาวะอาหารไม่ย่อยได้ประมาณ 5-10 % ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่ทานยาแก้ปวด และผู้ที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย H pylori ในกระเพาะอาหาร
3. กรดไหลย้อน (GERD) ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ด้วยภาวะอาหารไม่ย่อย และอาจมีหรือไม่มีอาการเรอเปรี้ยว แสบร้อนหน้าอกร่วมด้วยก็ได้ พบได้ประมาณ 20%
4. เนื้องอกบริเวณหลอดอาหารหรือในกระเพาะอาหาร พบได้น้อยกว่า 1% ของผู้ที่มีภาวะอาหารไม่ย่อย ส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยอายุมากกว่า 40-50 ปีขึ้นไป ปัจจัยเสี่ยงสำหรับเนื้องอกบริเวณหลอดอาหารได้แก่ เพศชาย, สูบบุหรี่, ดื่มสุรา และมีประวัติแสบร้อนหน้าอกเป็นระยะเวลานาน และปัจจัยเสี่ยงสำหรับเนื้องอกกระเพาะอาหาร ได้แก่ H. pylori infection, มีประวัติผ่าตัดกระเพาะอาหารมาก่อน, ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร และอพยพมาจากพื้นที่มีความชุกของมะเร็งกระเพาะอาหารสูง
5) ยา มียาเป็นจำนวนมากที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองของทางเดินอาหาร และทำให้เกิดอาการ dyspepsia ได้แก่
· ยาแก้ปวด NSAIDS และaspirin
· ยาปฏิชีวนะ เช่น penicillin, sulfonamide, macrolide, doxycycline, tetracycline
· ยาประเภทฮอร์โมน ได้แก่ อินซูลิน,ยาลดระดับน้ำตาล,เอสโตรเจน และกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์
· ยาที่มีฤทธิ์ต่อหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ Digoxin, Calcium channel blockers
· โปแตสเซี่ยม
· ยาที่มีผลต่อกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น alendronate
· ยาขยายหลอดลม ได้แก่ theophylline
6) โรคระบบทางเดินน้ำดีและตับอ่อน เช่น นิ่วในถุงน้ำดี หรือโรคตับอ่อนอักเสบ ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ด้วยภาวะอาหารไม่ย่อยได้
ผู้ป่วยรายใดบ้างที่ควรได้รับการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น
1. ผู้ป่วยที่มีสัญญาณอันตราย ได้แก่
· มีอาการกลืนลำบาก
· กินอาหารได้น้อยกว่าปกติ หรืออิ่มเร็วกว่าปกติอย่างชัดเจน
· มีประวัติหรือหลักฐานว่ามีเลือดออกในทางเดินอาหาร เช่น อาเจียนเป็นเลือด, ถ่ายอุจจาระสีดำ หรือมีภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก
· น้ำหนักลดโดยไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้
· มีอาการอาเจียนต่อเนื่อง
· มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาอาหาร
2. ผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
3. ผู้ป่วยที่อาการไม่ดีขึ้น หรือกลับเป็นซ้ำบ่อยๆ หลังจากให้การรักษาด้วยยาแบบครอบคลุม
การรักษาผู้ที่มีภาวะอาหารไม่ย่อย
กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเตือนดังกล่าวข้างต้นและได้รับการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้นและพบสาเหตุหรือโรคต่างๆ ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาที่เฉพาะเจาะจงต่อโรคนั้นๆ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่มีสัญญาณอันตราย หรือตรวจส่องกล้องแล้วไม่พบความผิดปกติใดๆ และได้รับการวินิจฉัยเป็นภาวะอาหารไม่ย่อยชนิดไม่มีแผล (Functional Dyspepsia) แนวทางการรักษาควรเริ่มด้วยการให้คำแนะนำเรื่องอาหารและการปฏิบัติตัว ดังนี้
1. หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่ทำให้อาการกำเริบ เช่น อาหารเผ็ด รสจัด ของหมักดอง น้ำอัดลม กาแฟ โกโก้ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
2. งดหรือลดการสูบบุหรี่
3 ถ้ามีน้ำหนักเกินควรพยายามลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน อาจช่วยลดอาการจุกแน่นหลังอาหาร และอาการคล้ายกรดไหลย้อนได้
4 ควรหลีกเลี่ยงการใส่กางเกง กระโปรง หรือคาดเข็มขัดที่รัดแน่นเกินไป
5 ไม่ควรเข้านอนทันทีหลังทานอาหารอิ่มใหม่ๆ ควรรออย่างน้อย 2- 3 ชั่วโมง
6 ออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ 20-40 นาทีต่อครั้ง 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ และไม่ควรออกกำลังกายทันทีหลังทานอาหาร
หากผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าวข้างต้นแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาให้ยาแบบครอบคลุม (Empirical Treatment) ด้วยยาที่ออกฤทธิ์ลดการหลั่งกรด หรือยากลุ่ม Prokinetics โดยอาจเลือกใช้ยาลดการหลั่งกรด หากอาการปวดท้องหรือแสบท้องเป็นอาการเด่น และใช้ยากลุ่ม Prokinetics หากอาการแน่นหลังทานอาหาร หรืออาการอิ่มเร็วเป็นอาการเด่น กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดหรือแสบท้อง และแน่นท้องรุนแรงใกล้เคียงกัน อาจพิจารณาให้ยาทั้งสองกลุ่มร่วมกันได้
เอกสารอ้างอิง
Feldman, Mark. Sleisenger and Fordtran’s Gastrointestinal and liver disease.10th edition; Philadelphia: Elsevier Saunders, 2016
Thailand Consensus on Dyspepsia Management 2018.
ข้อมูลอัพเดตเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphat
หรือ เพิ่มเพื่อนใน LINE ด้วยคิวอาร์โค้ด
Facebook : SriphatMedicalCenter