ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

การตรวจสมรรถภาพหัวใจ EST (Exercise Stress Test)




ศูนย์โรคหัวใจ

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-061-R-00

 


         EST (Exercise Stress Test) หรือ ETT (Exercise Tolerance Test) เป็นการตรวจสมรรถภาพของหัวใจ โดยให้ผู้ป่วยออกกำลังกายด้วยวิธีต่างๆ เช่น เดินบนสายพานเลื่อนหรือปั่นจักรยาน เพื่อทดสอบว่า เมื่อหัวใจมีความต้องการในการใช้ออกซิเจนจากเลือดเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ออกกำลังกาย แล้วจะเกิดภาวะการขาดเลือดขึ้นหรือไม่ เนื่องจากหากผู้ป่วยมีภาวะของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตันอยู่ก็จะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอเมื่อต้องออกกำลังกาย และจะมีผลทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยนแปลงไป บางรายจะเกิดอาการเจ็บจุกแน่นอก และอาจเป็นอันตรายได้ หากผู้ป่วยไม่ได้ทราบมาก่อนว่าเกิดจากโรคหัวใจ

 


ชนิดของเครื่องมือที่ใช้ทดสอบสมรรถภาพหัวใจ มี 2 แบบ คือ


         1. แบบสายพานไฟฟ้า (Treadmill) สามารถปรับตั้งโปรแกรมการทดสอบได้หลากหลายกว่า โดยปรับตั้งทั้งความเร็วและความชันของสายพานวิ่ง


         2. แบบจักรยาน (Bicycle ergometer) เครื่องมือราคาถูกกว่า และกินเนื้อที่ในการติดตั้งน้อยกว่าแบบสายพาน และยังใช้ได้ดีในผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการเดิน การทรงตัว

 


ข้อบ่งชี้ในการทดสอบ (Indications)


         - เพื่อวินิจฉัยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน (ตีบมากกว่า 70%) ในผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอก โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีโอกาสที่จะเป็นปานกลาง โดยดูจากเพศ อายุ ปัจจัยเสี่ยง ลักษณะอาการเจ็บหน้าอก


         - เพื่อตัดสินการพยากรณ์โรคและกำหนดแนวทางการรักษาในผู้ที่เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน


         - เพื่อคัดกรองในกลุ่มไม่มีอาการที่มีความเสี่ยงสูงของการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน


         - เพื่อประเมินสมรรถภาพร่างกายและการตอบสนองต่อการรักษาในรายหัวใจล้มเหลว ที่รอผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ


         - เพื่อหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่สัมพันธ์กับการออกกำลังกาย

 


การเตรียมตัวก่อนการทดสอบ


         - งดน้ำและอาหาร งดสูบบุหรี่ 2 ชั่วโมง ก่อนการทดสอบ


         - ควรสวมเสื้อผ้าที่ใส่สบายและเหมาะกับการออกกำลังกาย รวมทั้งสวมใส่รองเท้าที่สามารถเดินหรือวิ่งได้คล่องตัวโดยไม่หลุด


         - ก่อนการทดสอบ ควรงดยากลุ่มที่ทำให้หัวใจเต้นช้า เช่น ยากลุ่ม Beta-blockers


         - ก่อนการทดสอบ ควรงดยากลุ่มที่รักษากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ยกเว้นกรณีทำการทดสอบเพื่อดูผลการรักษาและการพยากรณ์โรค


 

ขั้นตอนการทดสอบ


         1. แพทย์จะทำการทดสอบตรวจประเมินหาข้อห้ามในการทำการทดสอบก่อน


         2. เจ้าหน้าที่จะทำการติดเครื่องวัดความดันโลหิตและชีพจรแบบอัตโนมัติ และติดสายวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจบริเวณหน้าอก และจัดเตรียมเครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน


         3. แพทย์จะทำการบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจก่อนการทดสอบ ทั้งท่านอนและท่ายืน และขณะออกกำลังกาย


         4. ในขณะทำการทดสอบ จะมีการวัดความดันโลหิตและชีพจรเป็นระยะๆ และแพทย์จะติดตามการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจจากหน้าจอเครื่องทดสอบ

 


ข้อห้ามในการทดสอบ


- โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่เป็นไม่เกิน 2 วัน


- โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ชนิดที่เรียกว่า unstable angina


- หัวใจเต้นผิดจังหวะที่ควบคุมไม่ได้ และทำให้เกิดอาการหรือความดันโลหิตต่ำ


- โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติคตีบอย่างรุนแรงและมีอาการ


- ภาวะหัวใจล้มเหลวที่การรักษายังไม่ได้ผล


- ภาวะเส้นเลือดปอดอุดตันเฉียบพลัน


- ลิ้นหัวใจอักเสบติดเชื้อ


- ภาวะเส้นเลือดแดงเอออร์ตาฉีกขาดเฉียบพลัน


- ภาวะการเจ็บป่วยเฉียบพลันที่มีผลต่อการทดสอบ เช่น การติดเชื้อ โรคไตวาย โรคไทรอยด์เป็นพิษ


- การไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ทำการทดสอบ


         นอกจากนี้ยังมีภาวะที่ไม่ควรทำการทดสอบ ยกเว้นเมื่อเห็นว่าได้ประโยชน์จากการทดสอบมากกว่าความเสี่ยงที่ได้รับ ภาวะเหล่านี้ ได้แก่


- เส้นเลือดแดงโคโรนารี่ด้านซ้ายตีบตันบริเวณโดนเส้นเลือด


- ลิ้นหัวใจตีบปานกลาง


- ภาวะเกลือแร่ในร่างผิดปกติ


- ความดันโลหิตสูงมาก ค่าความดันโลหิตตัวบนมากกว่าหรือเท่ากับ 200 มม.ปรอท และ/หรือ ค่าความดันโลหิตตัวล่างมากกว่าหรือเท่ากับ 110 มม.ปรอท


- มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะทั้งชนิดเร็วและชนิดเต้นช้าผิดจังหวะ


- มีโรคกล้ามเนื้อหัวใจโตชนิดที่เรียกว่า Hypertrophic cardiomyopatthy หรือภาวะอื่นที่มีการอุดตันของช่องทางออกของหัวใจห้องล่างซ้าย


- มีสภาพจิตใจหรือร่างกายผิดปกติที่เป็นอุปสรรคต่อการทดสอบ


- ในรายที่ไม่สามารถออกกำลังกายได้ เช่น มีปัญหาเรื่องการเดิน ข้อเข่า หรือมีโรคปอด ซึ่งทำให้เหนื่อยง่ายเวลาออกกำลังกาย และไม่สามารถออกกำลังกายจนหัวใจเต้นเร็วตามเกณฑ์ที่กำหนด



Call Center : 0-5393-6900-1/ คลินิกอายุรกรรม : 0-5393-6909-10
Line iD : @sriphat