ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

การฝากครรภ์ (Antenatal care : ANC)


ศ.พญ.สายพิณ พงษธา

สูตินรีแพทย์

รหัสเอกสาร PI-IMC-353-R-00

อนุมัติวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564



การฝากครรภ์มีจุดประสงค์เพื่อให้สตรีตั้งครรภ์คลอดทารกที่มีสุขภาพสมบูรณ์ และมารดามีสุขภาพแข็งแรง

 

ประโยชน์ของการฝากครรภ์

1.       ส่งเสริมสุขภาพร่างกายและจิตใจของมารดา

2.       เพื่อตรวจการตั้งครรภ์ว่าดำเนินไปอย่างปกติหรือไม่

3.       ป้องกันและลดอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์

4.       ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์

5.       ดูแลทารกในครรภ์ให้เติบโตอย่างเหมาะสม

 

การเริ่มฝากครรภ์

ควรเริ่มฝากให้เร็วที่สุดทันทีที่รู้ว่าตั้งครรภ์

 

ความถี่ของการฝากครรภ์

-          โดยทั่วไปช่วงก่อน 28 สัปดาห์ จะนัดตรวจทุก 4 สัปดาห์

-          28-36 สัปดาห์ นัดตรวจทุก 2 สัปดาห์

-          36 สัปดาห์เป็นต้นไป นัดตรวจทุก 1 สัปดาห์

-          ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจะนัดตรวจตามความเหมาะสม

 

การตรวจฝากครรภ์

1.       แพทย์จะทำการซักประวัติ

-          ลักษณะประจำเดือน ประจำเดือนวันแรกที่มาครั้งสุดท้าย การใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด เพื่อใช้ประเมินอายุครรภ์

-          ประวัติการตั้งครรภ์ครั้งที่ผ่านมาและภาวะแทรกซ้อนที่เคยเกิดขึ้น เพื่อประเมินและป้องกันความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ครั้งนี้

-          โรคประจำตัว โรคทางพันธุกรรม การแพ้ยา และยาที่กินประจำ

-          ประวัติการรับวัคซีน โดยเฉพาะวัคซีนบาดทะยักและหัดเยอรมัน ซึ่งวัคซีนบาดทะยักจะฉีดตามข้อบ่งชี้ในขณะตั้งครรภ์ ส่วนวัคซีนหัดเยอรมันจะไม่ฉีดในขณะตั้งครรภ์ ซึ่งหากยังไม่มีภูมิต้านทานหัดเยอรมัน แนะนำฉีดก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน

2.       ตรวจร่างกายและควรได้รับการตรวจภายในเพื่อประเมินขนาดมดลูก ลักษณะของปากมดลูก และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

3.       การตรวจเลือด ดังนี้


การตรวจเลือดเมื่อมาฝากครรภ์ครรภ์ครั้งแรก

-          การตรวจดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด

-          หมู่เลือด (ABO, RH)

-          ภูมิคุ้มกันไวรัสหัดเยอรมัน

-          ตรวจโรคซิฟิลิส

-          ตรวจหาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

-          คัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี

-          คัดกรองพาหะธาลัสซีเมีย

 

ความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์

- เบาหวานขณะตั้งครรภ์

- ความดันโลหิตสูง ที่ถือว่าผิดปกติ คือ ตั้งแต่ 140/90 mmHg

- ภาวะครรภ์เป็นพิษ : อาการปวดหัว ตาพร่ามัว จุกแน่นใต้ลิ้นปี่ โดยเฉพาะพบร่วมกับความดันโลหิตสูงและมีโปรตีนในปัสสาวะ หลัง 20 สัปดาห์

- เลือดออกจากช่องคลอด อาจเกิดจากแท้งคุกคาม รกเกาะต่ำ รกลอกตัวก่อนกำหนด

- อาการอื่นๆ เช่น ตกขาวผิดปกติ น้ำเดินลักษณะจะเป็นน้ำใสไหลออกจากช่องคลอด กลั้นไม่ได้ ทางเดินปัสสาวะติดเชื้ออาจมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีไข้ ปวดเอว ควรดื่มน้ำมากๆ และไม่กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน

         

การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักมารดา

-          คนที่น้ำหนักตัวน้อย น้ำหนักที่เพิ่มได้อยู่ระหว่าง 12.5-18 กิโลกรัม

-          คนที่น้ำหนักตัวปกติ น้ำหนักที่เพิ่มได้อยู่ระหว่าง 11.5-16 กิโลกรัม

-          คนที่น้ำหนักเกิน      น้ำหนักที่เพิ่มได้อยู่ระหว่าง 7-11.5 กิโลกรัม

 

การตรวจคัดกรองที่สำคัญ

คัดกรองพาหะธาลัสซีเมีย

        ธาลัสซีเมียเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบยีนด้อยจากพ่อและแม่ ซึ่งลูกอาจมีความเสี่ยงเป็นธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงได้ จึงควรตรวจคัดกรองในการฝากครรภ์ครั้งแรกที่อายุครรภ์ยังน้อยและสามารถให้การวินิจฉัยก่อนคลอดได้



แผนภูมิภาพแสดงตัวอย่างการถ่ายทอดจากบิดามารดาที่เป็นพาหะทาลัสซีเมีย


คัดกรองเบาหวาน

        โดยทั่วไปจะตรวจคัดกรองอายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ แต่ถ้ามีความเสี่ยงสูง เช่น อ้วนมาก เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ และมีญาติสายตรงเป็นเบาหวาน จะตรวจคัดกรองเร็วที่สุด ถ้าผลปกติจะตรวจซ้ำที่ 24-28 สัปดาห์

 

การตรวจคัดกรองความเสี่ยงการเกิดโครโมโซมผิดปกติของทารกในครรภ์

          โดยเฉพาะดาวน์ซินโดรม (Down syndrome screening) ซึ่งเป็นความผิดปกติโดยกำเนิดของโครโมโซมร่างกาย อุบัติการณ์เพิ่มขึ้นเมื่อมารดามีอายุมากขึ้น เช่น มารดาอายุ 30 ปี จะมีโอกาสที่ลูกจะเป็น   ดาวน์ซินโดรม 1 ต่อ 680 ในขณะที่มารดาอายุ 40 ปี มีโอกาสที่ลูกเป็นดาวน์ซินโดรม 1 ต่อ 106 หากประเมินจากอายุมารดาตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงอยู่ที่ 1 ต่อ 250 คน มีการแนะนำให้สตรีตั้งครรภ์ที่อายุตั้งแต่ 35 ปี ตรวจโครโมโซมทารกในครรภ์ ซึ่งวิธีนี้มีโอกาสที่จะตรวจพบดาวน์ซินโดรม 20% ของทารกกลุ่มอาการดาวน์ที่คลอดทั้งหมด แต่อีก 80% จะคลอดจากมารดาอายุน้อยกว่า 35 ปี โดยการตรวจโครโมโซมของทารกในครรภ์แบบรุกล้ำทำได้หลายวิธี คือ การตัดชิ้นเนื้อรก เจาะน้ำคร่ำ เจาะเลือดสายสะดือของทารกในครรภ์ ซึ่งโอกาสของการแท้งอยู่ที่ 1-3 %, 0.5 %, 1.4 % ตามลำดับ

        ในปัจจุบันมีการพัฒนาวิธีการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางโครโมโซมของทารกในครรภ์ ก่อนที่จะมีการตรวจโครโมโซมของทารกในครรภ์แบบรุกล้ำ และมีทางเลือกในการตรวจที่หลากหลาย โดยจะรายงานผลเป็นความเสี่ยงสูงหรือต่ำ วิธีการตรวจคัดกรองมีดังต่อไปนี้


- การตรวจเลือดคัดกรองดาวน์ซินโดรม สามารถทำได้ที่อายุครรภ์10-14 สัปดาห์ ในผู้ที่มาฝากครรภ์เร็ว โดยโอกาสที่จะตรวจพบความผิดปกติ 62-63% ของทารกดาวน์ (Biochemistry test) และ 15-22 สัปดาห์ในผู้ที่มาฝากครรภ์ช้า โดยโอกาสที่จะตรวจพบความผิดปกติ 69% (Triple test) และ 81% (Quadruple test)


- การวัดความหนาของของเหลวที่สะสมบริเวณต้นคอของทารกในครรภ์ (การวัด NT) จะทำช่วงอายุครรภ์ 11 ถึง 13+6 สัปดาห์ โดยจะนำผลเลือดการตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรม (Biochemistry test) มาคำนวณความเสี่ยงร่วมกัน โดยมีโอกาสที่ตรวจพบความผิดปกติ 85% (Combined test)


- NIPT (non-invasive prenatal testing) โดยตรวจความผิดปกติของโครโมโซมลูกจากเลือดของมารดา โอกาสที่ตรวจพบความผิดปกติ 99 %

ทั้งนี้ หากผลการตรวจคัดกรองพบว่ามีความเสี่ยงสูงจะต้องตรวจโครโมโซมของทารกในครรภ์แบบรุกล้ำเพื่อยืนยันอีกครั้ง


การตรวจคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมของทารกในครรภ์จะพิจารณาตามอายุครรภ์ที่เหมาะสม รวมทั้งความพร้อมและความต้องการของผู้ที่มาฝากครรภ์

        โดยทั่วไปจะพิจารณาเจาะเลือดตรวจคัดกรองในไตรมาสแรกหรือไตรมาสที่สองในทุกกลุ่มอายุ และหากมีความเสี่ยงสูงจะแนะนำตรวจโครโมโซมยืนยัน หรือหากยังไม่ต้องการตรวจโครโมโซมของทารกแบบรุกล้ำ อาจเลือกตรวจ NIPT มาช่วยในการคัดกรองร่วมด้วย หรือเลือก NIPT เป็นทางเลือกแรกในการคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ แต่หากผลการตรวจคัดกรองยังออกมาเป็นบวกหรือมีความเสี่ยงสูง แนะนำตรวจโครโมโซมของทารกแบบรุกล้ำเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

 

การตรวจอัลตราซาวด์คัดกรองความพิการโดยกำเนิด

ช่วยคัดกรองความผิดปกติเบื้องต้นที่เห็นได้จากการทำอัลตราซาวด์ โดยทำที่อายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์

 

 

เอกสารอ้างอิง :

สูติศาสตร์ 2555 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สูตินรีเวชเชียงใหม่ทันยุค 3 2560 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


------------------------------------------------------------

สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่

• Call center : 0-5393-6900-1
• LINE Official : https://lin.ee/h3Wxyp3
• Facebook : https://bit.ly/2Kid6X9
• Youtube : https://bit.ly/3anQsH6
• Twitter : https://bit.ly/3eACDJ2
• Instagram: https://bit.ly/2VnrTGo
• Blockdit : https://bit.ly/2VqvL9D
• Website: http://sriphat.med.cmu.ac.th

หรือเพิ่มเพื่อนใน LINE ด้วยคิวอาร์โค้ด