ศ.พญ.สายพิณ พงษธา
สูตินรีแพทย์
รหัสเอกสาร PI-IMC-353-R-01
อนุมัติวันที่ 12 ตุลาคม 2566
การฝากครรภ์มีจุดประสงค์เพื่อให้สตรีตั้งครรภ์คลอดทารกที่มีสุขภาพสมบูรณ์ และมารดามีสุขภาพแข็งแรง
ประโยชน์ของการฝากครรภ์
1. ส่งเสริมสุขภาพร่างกายและจิตใจของมารดา
2. เพื่อตรวจการตั้งครรภ์ว่าดำเนินไปอย่างปกติหรือไม่
3. ป้องกันและลดอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์
4. ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์
5. ดูแลทารกในครรภ์ให้เติบโตอย่างเหมาะสม
การเริ่มฝากครรภ์
ควรเริ่มฝากให้เร็วที่สุดทันทีที่รู้ว่าตั้งครรภ์
ความถี่ของการฝากครรภ์
- โดยทั่วไปช่วงก่อน 28 สัปดาห์ จะนัดตรวจทุก 4 สัปดาห์
- 28-36 สัปดาห์ นัดตรวจทุก 2 สัปดาห์
- 36 สัปดาห์เป็นต้นไป นัดตรวจทุก 1 สัปดาห์
- ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจะนัดตรวจตามความเหมาะสม
การตรวจฝากครรภ์
1. แพทย์จะทำการซักประวัติ
- ลักษณะประจำเดือน ประจำเดือนวันแรกที่มาครั้งสุดท้าย การใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด เพื่อใช้ประเมินอายุครรภ์
- ประวัติการตั้งครรภ์ครั้งที่ผ่านมาและภาวะแทรกซ้อนที่เคยเกิดขึ้น เพื่อประเมินและป้องกันความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ครั้งนี้
- โรคประจำตัว โรคทางพันธุกรรม การแพ้ยา และยาที่กินประจำ
- ประวัติการรับวัคซีน โดยเฉพาะวัคซีนบาดทะยักและหัดเยอรมัน ซึ่งวัคซีนบาดทะยักจะฉีดตามข้อบ่งชี้ในขณะตั้งครรภ์ ส่วนวัคซีนหัดเยอรมันจะไม่ฉีดในขณะตั้งครรภ์ ซึ่งหากยังไม่มีภูมิต้านทานหัดเยอรมัน แนะนำฉีดก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน
2. ตรวจร่างกายและควรได้รับการตรวจภายในเพื่อประเมินขนาดมดลูก ลักษณะของปากมดลูก และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
3. การตรวจเลือด ดังนี้
การตรวจเลือดเมื่อมาฝากครรภ์ครรภ์ครั้งแรก
- การตรวจดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
- หมู่เลือด (ABO, RH)
- ภูมิคุ้มกันไวรัสหัดเยอรมัน
- ตรวจโรคซิฟิลิส
- ตรวจหาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
- คัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี
- คัดกรองพาหะธาลัสซีเมีย
ความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์
- เบาหวานขณะตั้งครรภ์
- ความดันโลหิตสูง ที่ถือว่าผิดปกติ คือ ตั้งแต่ 140/90 mmHg
- ภาวะครรภ์เป็นพิษ : อาการปวดหัว ตาพร่ามัว จุกแน่นใต้ลิ้นปี่ โดยเฉพาะพบร่วมกับความดันโลหิตสูงและมีโปรตีนในปัสสาวะ หลัง 20 สัปดาห์
- เลือดออกจากช่องคลอด อาจเกิดจากแท้งคุกคาม รกเกาะต่ำ รกลอกตัวก่อนกำหนด
- อาการอื่นๆ เช่น ตกขาวผิดปกติ น้ำเดินลักษณะจะเป็นน้ำใสไหลออกจากช่องคลอด กลั้นไม่ได้ ทางเดินปัสสาวะติดเชื้ออาจมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีไข้ ปวดเอว ควรดื่มน้ำมากๆ และไม่กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักมารดา
- มารดาที่น้ำหนักตัวน้อย : น้ำหนักที่เพิ่มได้อยู่ระหว่าง 12.5-18 กิโลกรัม
- มารดาที่น้ำหนักตัวปกติ : น้ำหนักที่เพิ่มได้อยู่ระหว่าง 11.5-16 กิโลกรัม
- มารดาที่น้ำหนักเกิน : น้ำหนักที่เพิ่มได้อยู่ระหว่าง 7-11.5 กิโลกรัม
การตรวจคัดกรองที่สำคัญ
คัดกรองพาหะธาลัสซีเมีย
ธาลัสซีเมียเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบยีนด้อยจากพ่อและแม่ ซึ่งลูกอาจมีความเสี่ยงเป็นธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงได้ จึงควรตรวจคัดกรองในการฝากครรภ์ครั้งแรกที่อายุครรภ์ยังน้อยและสามารถให้การวินิจฉัยก่อนคลอดได้

แผนภูมิภาพแสดงตัวอย่างการถ่ายทอดจากบิดามารดาที่เป็นพาหะทาลัสซีเมีย
คัดกรองเบาหวาน
โดยทั่วไปจะตรวจคัดกรองอายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ แต่ถ้ามีความเสี่ยงสูง เช่น อ้วนมาก เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ และมีญาติสายตรงเป็นเบาหวาน จะตรวจคัดกรองเร็วที่สุด ถ้าผลปกติจะตรวจซ้ำที่ 24-28 สัปดาห์
การตรวจคัดกรองความเสี่ยงการเกิดโครโมโซมผิดปกติของทารกในครรภ์
โดยเฉพาะดาวน์ซินโดรม (Down syndrome screening) ซึ่งเป็นความผิดปกติโดยกำเนิดของโครโมโซมร่างกาย อุบัติการณ์เพิ่มขึ้นเมื่อมารดามีอายุมากขึ้น เช่น มารดาอายุ 30 ปี จะมีโอกาสที่ลูกจะเป็น ดาวน์ซินโดรม 1 ต่อ 680 ในขณะที่มารดาอายุ 40 ปี มีโอกาสที่ลูกเป็นดาวน์ซินโดรม 1 ต่อ 106 หากประเมินจากอายุมารดาตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงอยู่ที่ 1 ต่อ 250 คน มีการแนะนำให้สตรีตั้งครรภ์ที่อายุตั้งแต่ 35 ปี ตรวจโครโมโซมทารกในครรภ์ ซึ่งวิธีนี้มีโอกาสที่จะตรวจพบดาวน์ซินโดรม ร้อยละ 20 ของทารกกลุ่มอาการดาวน์ที่คลอดทั้งหมด แต่อีกร้อยละ 80 จะคลอดจากมารดาอายุน้อยกว่า 35 ปี โดยการตรวจโครโมโซมของทารกในครรภ์แบบรุกล้ำทำได้หลายวิธี คือ การตัดชิ้นเนื้อรก เจาะน้ำคร่ำ เจาะเลือดสายสะดือของทารกในครรภ์ ซึ่งโอกาสของการแท้งอยู่ที่ร้อยละ 1-3, ร้อยละ 0.5, ร้อยละ 1.4 ตามลำดับ
ในปัจจุบันมีการพัฒนาวิธีการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางโครโมโซมของทารกในครรภ์ ก่อนที่จะมีการตรวจโครโมโซมของทารกในครรภ์แบบรุกล้ำ และมีทางเลือกในการตรวจที่หลากหลาย โดยจะรายงานผลเป็นความเสี่ยงสูงหรือต่ำ วิธีการตรวจคัดกรองมีดังต่อไปนี้
- การตรวจเลือดคัดกรองดาวน์ซินโดรม
สามารถทำได้ที่อายุครรภ์ 10-14 สัปดาห์ ในผู้ที่มาฝากครรภ์เร็ว โดยโอกาสที่จะตรวจพบความผิดปกติ ร้อยละ 62-63 ของทารกดาวน์ (Biochemistry
test) และ 15-22 สัปดาห์ในผู้ที่มาฝากครรภ์ช้า โดยโอกาสที่จะตรวจพบความผิดปกติ ร้อยละ 69 (Triple test) และ ร้อยละ 81 (Quadruple test)
- การวัดความหนาของของเหลวที่สะสมบริเวณต้นคอของทารกในครรภ์
(การวัด NT) จะทำช่วงอายุครรภ์ 11 ถึง 13+6 สัปดาห์
โดยจะนำผลเลือดการตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรม (Biochemistry test) มาคำนวณความเสี่ยงร่วมกัน โดยมีโอกาสที่ตรวจพบความผิดปกติ 85% (Combined test)
- NIPT
(non-invasive prenatal testing) โดยตรวจความผิดปกติของโครโมโซมลูกจากเลือดของมารดา โอกาสที่ตรวจพบความผิดปกติ
99 %
ทั้งนี้ หากผลการตรวจคัดกรองพบว่ามีความเสี่ยงสูงจะต้องตรวจโครโมโซมของทารกในครรภ์แบบรุกล้ำเพื่อยืนยันอีกครั้ง
การตรวจคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมของทารกในครรภ์จะพิจารณาตามอายุครรภ์ที่เหมาะสม รวมทั้งความพร้อมและความต้องการของผู้ที่มาฝากครรภ์
โดยทั่วไปจะพิจารณาเจาะเลือดตรวจคัดกรองในไตรมาสแรกหรือไตรมาสที่สองในทุกกลุ่มอายุ และหากมีความเสี่ยงสูงจะแนะนำตรวจโครโมโซมยืนยัน หรือหากยังไม่ต้องการตรวจโครโมโซมของทารกแบบรุกล้ำ อาจเลือกตรวจ NIPT มาช่วยในการคัดกรองร่วมด้วย หรือเลือก NIPT เป็นทางเลือกแรกในการคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ แต่หากผลการตรวจคัดกรองยังออกมาเป็นบวกหรือมีความเสี่ยงสูง แนะนำตรวจโครโมโซมของทารกแบบรุกล้ำเพื่อยืนยันการวินิจฉัย
การตรวจอัลตราซาวด์คัดกรองความพิการโดยกำเนิด
ช่วยคัดกรองความผิดปกติเบื้องต้นที่เห็นได้จากการทำอัลตราซาวด์ โดยทำที่อายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์
เอกสารอ้างอิง :
สูติศาสตร์ 2555 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สูตินรีเวชเชียงใหม่ทันยุค 3 2560 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
------------------------------------------------------------
สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• Call center : 0-5393-6900-1
• LINE Official : https://lin.ee/h3Wxyp3
• Facebook : https://bit.ly/2Kid6X9
• Youtube : https://bit.ly/3anQsH6
• Twitter : https://bit.ly/3eACDJ2
• Instagram: https://bit.ly/2VnrTGo
• Blockdit : https://bit.ly/2VqvL9D
• Website: http://sriphat.med.cmu.ac.th
หรือเพิ่มเพื่อนใน LINE ด้วยคิวอาร์โค้ด
