ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) คืออะไร?


นพ. วิศรุต ศุภรัตน์ภิญโญ

แพทย์เฉพาะทางเวชบำบัดวิกฤติ

รหัสเอกสาร PI-ICU-005 Rev.00

Date 03/09/2568


         Sepsis หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด” เป็น ภาวะที่เชื้อโรคเข้าไปในร่างกายแล้วกระตุ้นให้เกิดการอักเสบรุนแรง จนส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานผิดปกติ เช่น หายใจลำบาก ความดันโลหิตตก ไตหรือหัวใจทำงานแย่ลง ถ้าอาการรุนแรงจนถึงขั้น “Septic shock” จะมีความดันตกแม้ให้สารน้ำแล้ว และมักต้องใช้ยากดหลอดเลือด (ยาเพิ่มความดัน) ร่วมด้วย 


อาการที่ควรสงสัย Sepsis

 • มีไข้สูง หนาวสั่น หรือบางรายอาจไม่มีไข้ (โดยเฉพาะผู้สูงอายุ)

 • หายใจหอบ เหนื่อยง่าย

 • ความดันต่ำ หน้ามืด สับสน หรือรู้สึกตัวลดลง

 • ปัสสาวะน้อยผิดปกติ

 • ผิวหนังเย็น ซีด หรือมีจ้ำเลือด

หากมีอาการเหล่านี้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน มะเร็ง หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที


การรักษาที่สำคัญ

แนวทางการรักษา sepsis ปัจจุบัน (อ้างอิง Surviving Sepsis Campaign 2021 และงานวิจัยล่าสุด) เน้น 4 เรื่องหลัก :

       1. ให้ยาปฏิชีวนะเร็วที่สุด

             •  ถ้าอาการหนัก เช่น มีช็อก  ควรได้ยาภายใน 1 ชั่วโมง

             •  ถ้าไม่ช็อก  ภายใน 3 ชั่วโมง

       2. ให้สารน้ำ (น้ำเกลือ)

              •  ใช้ช่วยเพิ่มความดันและการไหลเวียนเลือด

              • ปริมาณต้องพอดี ไม่มากจนเกินไป เพราะอาจทำให้ปอดบวมหนักขึ้น

        3. ใช้ยากดหลอดเลือด (Vasopressors)

              • ถ้าความดันยังต่ำแม้ให้สารน้ำแล้ว

        4. หาต้นเหตุและแก้ไข

              • เช่น ผ่าตัดระบายหนอง ถอนสายสวนที่ติดเชื้อ


การดูแลร่วมอื่นๆ

              • คุมระดับน้ำตาลในเลือด (ไม่ให้สูงหรือต่ำเกินไป)

              • ให้สารอาหารเหมาะสม (พยายามเริ่มให้อาหารทางสายให้อาหารเร็วที่สุด)

              • ป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลกดทับ ภาวะสับสน (Delirium


ทำไมต้องรีบมาหาหมอ?

              • งานวิจัยยืนยันว่า ทุก ๆ ชั่วโมงที่การรักษาล่าช้า โอกาสเสียชีวิตจะสูงขึ้น

              • การเริ่มยาปฏิชีวนะเร็ว การให้สารน้ำและยากดหลอดเลือดอย่างถูกต้อง จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต


สรุปสำหรับประชาชน

              • Sepsis คือ ภาวะติดเชื้อรุนแรงที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

              • อาการเตือน: ไข้สูง/หนาวสั่นความดันตกหายใจหอบซึมลงปัสสาวะน้อย

              • การรักษา: ต้องเริ่มเร็วที่สุดในโรงพยาบาล  ยาปฏิชีวนะน้ำเกลือยาเพิ่มความดันและหาต้นเหตุ

              • การป้องกัน: ฉีดวัคซีน (เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ปอดอักเสบ)รักษาสุขภาพและรีบไปโรงพยาบาลเมื่อมีอาการผิดปกติ