ความรู้จากแพทย์ศรีพัฒน์

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome)



โรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) 


พญ. พิมพ์ทอง จิตสกุลชัยเดช
แพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู
PI-IMC-392-R-00

อนุมัติวันที่ 27 กรกฏาคม 2566


           Office syndrome คือกลุ่มอาการทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อต่อ มักเกิดจากการอยู่ในท่าทางไม่เหมาะสม เป็นเวลานานๆ ไม่ได้พักยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ร่วมกับไม่ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหดเกร็งค้างในท่าเดิม และกล้ามเนื้อบางส่วนถูกยืดค้างในท่าเดิม ทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือเกิดการอักเสบของเอ็นข้อต่อขึ้นได้


คนกลุ่มใดบ้างที่เสี่ยงเป็นออฟฟิศซินโดรม

        1.  กลุ่มคนทำงานออฟฟิศ ต้องนั่งทำงานเอกสาร หรือใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ ไม่ได้พักยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และไม่ได้เปลี่ยนท่าทาง 
ร่วมกับสภาพแวดล้อมของโต๊ะทำงานอาจมีความไม่เหมาะสมกับสรีระของร่างกาย 
        2. กลุ่มคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือ หรือ tablet[MOU1]   เป็นเวลานาน ๆ 
        3. กลุ่มคนที่นั่งขับรถนาน ๆ พนักงานส่งของต้องยกของบ่อย ๆ 


สาเหตุของออฟฟิศซินโดรม

สาเหตุหลัก เกิดจาก 2 ปัจจัย คือ
        1.  ปัจจัยในตัวเอง เช่น ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย หรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง โครงสร้างร่างกาย หรือบุคลิกของคนๆนั้น มีลักษณะบางอย่างที่เพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดอาการ office syndrome ได้ง่ายกว่าคนอื่น เช่น ชอบนั่งไขว่ห้าง หลังค่อม ชอบนั่งตัวงอ หรือก้มหน้าดูมือถือเป็นเวลานาน ๆ หรือมีอาการเครียด ทำให้กล้ามเนื้อมีความตึงตัว ส่งผลทำให้เกิดอาการปวดตามมา
        2. ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม คือ ลักษณะโต๊ะทำงานไม่เหมาะสมตามหลักการยศาสตร์ (ergonomicsเช่น ตำแหน่งคีย์บอร์ด หรือ ตำแหน่งเมาส์อยู่สูงกว่าระดับข้อศอก ทำให้ไหล่ต้องยกเกร็งตลอดเวลา นั้งใกล้หน้าจอมากเกินไป หรือเก้าอี้ทำงานไม่เหมาะสม หรือไม่มีพนักพิง แสงสว่างไม่เพียงพอ

 


อาการออฟฟิศซินโดรมที่พบได้บ่อย

         1.  อาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย หรือ Myofascial pain syndrome มักเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน ไม่ค่อยได้เปลี่ยนท่า จนกล้ามเนื้อเกิดการบาดเจ็บ หรืออาจขมวดตึงเป็นก้อน ที่พบบ่อย ได้แก่ บริเวณคอ บ่า ไหล่ สะบัก ปวดหลัง ปวดเอว ในช่วงแรกอาจจะปวดแค่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง แต่เมื่อมีอาการมากขึ้นอาจจะพบว่ามีอาการปวดร้าวได้ เช่น ปวดหลังร้าวลงขา หรือปวดคอร้าวขึ้นศีรษะ หรือมีอาการคล้ายปวดหัวไมเกรน 
         2.  มีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น กระดูกคอหรือหลังเสื่อม หมอนรองกระดูกปลิ้นจนกดทับเส้นประสาท ก็จะมีอาการชาแปล๊บเหมือนไฟช้อตร้าว จากคอลงแขน หรือจากหลังลงขาได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ควรรีบมาพบแพทย์
         3.  เส้นประสาทที่ข้อมือถูกกดทับ อาจเกิดจากการใช้งานข้อมือหนัก ๆ การใช้เมาส์หรือคอมพิวเตอร์นาน ๆ ทำให้เส้นประสาทที่ผ่านบริเวณข้อมือด้านฝ่ามือถูกกดทับ (Carpal tunnel syndrome) ส่งผลให้เกิดอาการชาบริเวณมือได้ โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลาง หรือบางคนอาจรู้สึกชาทุกนิ้วได้ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ อาจมีอาการอ่อนแรง ร่วมด้วย
         4.  อาการนิ้วล็อค เกิดจากการออกแรงที่นิ้วมือมาก ๆ และบ่อย ๆ ทำให้เกิดการเสียดสีจนปลอกหุ้มเอ็น และเส้นเอ็นอักเสบ จะมีปัญหาเหยียดนิ้วไม่ได้ มักพบในกลุ่มทำงานแม่บ้าน คนทำขนม ที่ต้องใช้มือในการทำงานมาก ๆ 
         5.  อาการเอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ มักพบบริเวณข้อมือ ข้อศอก ข้อไหล่ ข้อเข่า ข้อเท้า เกิดจากการใช้งานบริเวณนั้นมากเกินไป เช่น คนชงกาแฟ แม่ค้าขายส้มตำ ที่ต้องใช้ข้อมือ หรือแขนข้างเดิมซ้ำ ๆ 
         6.  อาการปวดตา หรือตาแห้ง เกิดจากการจ้องหน้าคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอมือถือเป็นระยะเวลานาน ๆ โดยไม่ได้พักสายตา หรือเกิดจากการปรับขนาดตัวหนังสือของจอเล็กไป ทำให้ต้องเพ่งสายตา


การรักษาออฟฟิศซินโดรม

          1.  หากอาการรุนแรงไม่มาก แนะนำให้ยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยตนเอง และออกกำลังกาย โดยควรพักยืดกล้ามเนื้อระหว่างทำงานทุก 30 60 นาที เน้นยืดกล้ามเนื้อในส่วนที่ปวด หากมีอาการไม่มาก สามารถทานยาแก้ปวดพาราเซตามอล หรือยาทาแก้ปวดภายนอก และ พยายามสังเกตสถานที่ทำงานว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ หากไม่เหมาะสมตามหลัก
การยศาสตร์ ให้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ หรือป้องกันอาการเป็นมากขึ้น
          2.  หากอาการรุนแรงขึ้น แนะนำให้มาปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เพราะบางครั้งอาการปวด ไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้ออย่างเดียว อาจเกิดจากหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท หรือกระดูกสันหลัง สำหรับการรักษาในกรณีที่มีอาการรุนแรงมาก มีได้หลายวิธีดังนี้
                    2.1  การรักษาโดยใช้ยา ได้แก่ พาราเซตามอล ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ มักจะใช้ในกลุ่มคนไข้ที่มีเอ็นอักเสบระยะเฉียบพลัน ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาลดเกร็ง ยากลุ่ม opioid ชนิดอ่อน ยาแก้ปวดปลายประสาท หรือวิตามินบำรุงปลายประสาท กรณีมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย ในการรักษาโดยใช้ยาแนะนำให้ทานระยะสั้นๆ เพื่อป้องกันการเกิดผลข้างเคียง
                    2.2  การฝังเข็มแบบตะวันตก (Dry needling) คือการใช้เข็มขนาดเล็กและบาง ปักลงไปบริเวณกล้ามเนื้อที่หดเกร็งเป็นก้อน เพื่อคลายปม ระหว่างทำอาจจะมีกล้ามเนื้อกระตุก หรือมีอาการปวดร้าวได้
                    2.3  การใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด เช่น การใช้ประคบร้อน (Hot pack) การใช้ความร้อนลึก เช่น การใช้ Ultrasound ลดปวด หรือ การอบไฟฟ้า Short wave, การใช้ laser ลดปวด, การใช้คลื่นกระแทก Shock wave, การใช้ไฟฟ้าหรือคลื่นแม่เหล็กลดปวด, หากอาการเกิดจากกระดูกต้นคอ หรือกระดูกสันหลังบริเวณเอวเสื่อม สามารถรักษาด้วยการดึงคอ หรือดึงหลังได้ 
                    2.4  การรักษาทางเลือกอื่น ๆ เช่น การนวด สามารถทำได้ แต่ต้องระวังไม่ให้นวดแรงจนเกินไปเพราะจะเกิดการระบมของกล้ามเนื้อ และควรหลีกเลี่ยงการดัดกระดูกในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีปัญหากระดูก เพราะอาจทำให้กระดูก หรือหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทมากขึ้น หรือการฝังเข็มแพทย์แผนจีน เป็นต้น
          3. การใช้อุปกรณ์ช่วยดาม หรือพยุง เช่น อุปกรณ์สายรัดพยุงเอว แนะนำให้ใช้ในช่วงที่ปวดมาก ๆ ในช่วงแรก ไม่ควรใส่ตลอด เพราะจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และมีอาการปวดมากขึ้น, ถ้ามีอาการชามือจากเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณข้อมือ ควรใช้อุปกรณ์ดามพยุงข้อมือ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมือขยับ หรือเปลี่ยนเมาส์ให้เป็นเมาส์ ergonomics[MOU4]  และมีขนาดเหมาะสม เพื่อลดการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ

 

ศูนย์ศรีพัฒน์ฯ ให้บริการรักษาออฟฟิศซินโดรม

          1.  ให้การรักษาโดยการใช้ยา ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
          2.  การฝังเข็มแบบตะวันตก (Dry needling) และฝังเข็มแบบแพทย์แผนจีน โดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
          3.  การรักษาโดยเครื่องมือกายภาพบำบัด ได้แก่ Ultrasound diathermy และการใช้คลื่นกระแทก Shock wave เพื่อลดอาการปวดของกล้ามเนื้อ โดยนักกายภาพบำบัด



ศูนย์เวลเนส

เปิดให้บริการที่ : ชั้น 7 อาคารผู้ป่วยนอกศูนย์ศรีพัฒน์ฯ

หมายเลขโทรศัพท์ : 053-934642, Call center 053-936900-1, 065-4724657, 065-4724658