อ.พญ.ทรงภรณ์ โอฬารรัตนชัย
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง
รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-142-R-00
อนุมัติวันที่ 27 เมษายน 2559
การตรวจคัดกรองคืออะไร
การตรวจคัดกรอง (Screening test) คือ การตรวจสอบด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งในกลุ่มคนที่ยังไม่มีอาการ เพื่อคัดกรองโรค หรือความผิดปกติของร่างกาย ก่อนที่จะปรากฏอาการหรืออาการแสดง
การตรวจคัดกรองสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่ การตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือการตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษต่างๆ โดยการตรวจคัดกรองไม่ใช่การตรวจวินิจฉัย แต่เป็นเครื่องมือชี้นำว่ามีความผิดปกติ เพื่อนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยต่อไปด้วยเครื่องมือในการวินิจฉัยโรค (Diagnostic test) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจเพื่อยืนยันว่าผู้ที่มีอาการหรืออาการแสดงต่างๆ หรือผู้ที่มีผลบวกจากการตรวจคัดกรองนั้นเป็นโรคจริง
โรคใดบ้างที่เหมาะกับการตรวจคัดกรอง
โรคที่เหมาะสมกับการตรวจคัดกรอง จะต้องเป็นโรคที่สามารถตรวจพบได้ก่อนแสดงอาการ เป็นโรคที่พบตั้งแต่ระยะเริ่มแรกแล้วมีการพยากรณ์โรคที่ดี และมีอัตราความชุกของโรคสูง โดยโรคนั้นๆ ต้องมีวิธีการตรวจคัดกรองที่เหมาะสม สามารถตรวจได้ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน ผลข้างเคียงแทรกซ้อนจากการตรวจน้อย ค่าใช้จ่ายในการตรวจไม่สูงจนเกินไป คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงการตรวจได้ง่าย
การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในเบื้องต้น การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง คือ การตรวจหาโรคมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ในผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการ เพื่อลดอัตราตายในผู้ที่ได้รับการตรวจ โรคที่เหมาะสมกับการตรวจคัดกรองจะต้องเป็นมะเร็งชนิดที่พบได้บ่อย สามารถรักษาให้หายขาดได้ในกรณีที่พบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และมีวิธีการตรวจคัดกรองที่ปลอดภัย มีความเสี่ยงต่ำ ค่าใช้จ่ายไม่สูง เช่น โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม
ปัจจุบัน โรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคที่พบได้เป็นอันดับต้นๆ ในเพศหญิง เป็นโรคที่หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มแรก สามารถรักษาให้หายขาด และลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคได้ จึงเป็นโรคที่ควรได้รับการตรวจคัดกรอง โดยวิธีการตรวจคัดกรองที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบัน ได้แก่ การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง การตรวจเต้านมโดยแพทย์ และการตรวจด้วยภาพรังสีแมมโมแกรม (Mammography)
บุคคลที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรอง ได้แก่
1. สตรีที่มีอายุ 25-40 ปี ควรเข้ารับการตรวจเต้านมโดยแพทย์ ทุก 1-3 ปี และควรตรวจเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำ
2. สตรีที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจเต้านมโดยแพทย์ และทำแมมโมแกรม ทุก 1 ปี
ผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีบริเวณทรวงอกตอนอายุ 10-30 ปี และผู้หญิงที่มีญาติสายตรงมีความผิดปกติทางพันธุกรรม ที่เพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งเต้านม ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์
เพื่อประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล นอกจากนี้ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวดังต่อไปนี้ ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติมเกี่ยวกับความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมสูงกว่าประชากรทั่วไป
· มีญาติสายตรงที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 45 ปี หรือมีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม มากกว่าหรือเท่ากับ 2 ราย ไม่จำกัดอายุ
· มีญาติสายตรงเป็นโรคมะเร็งรังไข่
· มีญาติสายตรงเพศชายที่เป็นมะเร็งเต้านม
· มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งดังต่อไปนี้ มากกว่าหรือเท่ากับ 3 ชนิด ได้แก่ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน (Sarcoma) มะเร็งของต่อมหมวกไต (Adrenocortical carcinoma) มะเร็งสมอง มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งไต และมะเร็งกระเพาะอาหาร

การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากเซลล์ปกติในลำไส้ใหญ่มีการเปลี่ยนแปลง เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ โดยการเปลี่ยนแปลงอาจใช้เวลาเป็นปี และในระยะแรกอาจเป็นเพียงเนื้องอกธรรมดา แต่สามารถลุกลามกลายเป็นมะเร็งได้ หากไม่ได้รับการรักษา
บุคคลที่มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าคนทั่วไป ที่ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและเลือกการตรวจคัดกรองที่เหมาะสม ได้แก่
· มีประวัติเป็นเนื้องอกที่ผนังลำไส้ใหญ่ (Adenoma หรือ Sessile serrated polyp)
· มีประวัติเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
· เป็นโรคลำไส้อักเสบ Inflammatory bowel disease ได้แก่ โรค Ulcerative colitis และ Crohn’s disease
· มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
ผู้ชายและผู้หญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และไม่มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ดังได้กล่าวไปแล้วนั้น สามารถตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ 4 วิธี ดังนี้
1. ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)
เป็นการตรวจที่สามารถเห็นความผิดปกติภายในลำไส้ใหญ่ได้ทั้งหมด และสามารถตัดชิ้นเนื้อที่สงสัยเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้ โดยในรายที่ผลตรวจปกติ แนะนำให้ทำซ้ำที่ 10 ปี
2. การตรวจโดยวิธีซิกมอยด์โดสโคป (Sigmoidoscopy)
เป็นการส่องกล้องเพื่อดูบริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง หากเห็นลักษณะผิดปกติต่างๆ ก็สามารถตัดชิ้นเนื้อไปส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้เช่นเดียวกัน โดยรายที่ผลตรวจปกติ แนะนำให้ทำซ้ำที่ 5 ปี
3. การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (Fecal occult blood test: FOBT)
เป็นการตรวจเบื้องต้นดูว่ามีเนื้องอกที่เป็นมะเร็งหรือไม่ หากตรวจพบเลือดในอุจจาระควรได้รับการตรวจด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อการวินิจฉัยโรคต่อไป หากตรวจแล้วไม่พบเลือดในอุจจาระ แนะนำให้ตรวจซ้ำทุกปี
4. การตรวจด้วยเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ CT colonoscopy
จะพิจารณาในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถทนต่อการตรวจด้วยวิธีส่องกล้องได้

การตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก
มะเร็งต่อมลูกหมากในระยะแรกมักจะมีการเจริญอย่างช้าๆ อาจใช้เวลาหลายปีก่อนจะเกิดอาการ แต่เป็นโรคที่มีสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor marker) ที่มีความจำเพาะต่อเซลล์ต่อมลูกหมากโดยเฉพาะ คือ PSA (Prostate specific antigen) ซึ่งสามารถใช้ในการตรวจคัดกรองได้
วิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งต่อมลูกหมากสามารถทำได้โดยการตรวจทางทวารหนักโดยแพทย์ (Digital rectal examination: DRE) และการตรวจเลือดหาระดับ PSA
ปัจจุบันแนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองในผู้ชาย อายุ 45-70 ปี โดยหากผลการตรวจทางทวารหนัก (DRE) ปกติ และระดับ PSA 1- 3 ng/ml แนะนำให้ตรวจซ้ำที่ 1-2 ปี หากระดับ PSA < 1 ng/ml แนะนำให้ตรวจซ้ำที่ 2-4 ปี แต่ถ้าผลการตรวจทางทวารหนัก (DRE) พบความผิดปกติ หรือระดับ PSA >3 ng/ml ควรเข้ารับคำแนะนำและรับการตรวจเพิ่มเติมจากแพทย์เฉพาะทาง
ในผู้ชายที่อายุมากกว่า 75 ปี และคาดว่าจะมีอายุยืนยาวมากกว่า 10 ปีขึ้นไป สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจที่เหมาะสมในแต่ละรายได้

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
ปัจจุบันเป็นที่ทราบชัดเจนแล้วว่า การติดเชื้อ Human Papilloma virus (HPV) เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก โดยกระบวนการก่อโรคแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ การติดเชื้อ HPV การคงอยู่ของเชื้อ HPV การเป็นรอยโรคก่อนมะเร็ง และการเป็นมะเร็งระยะลุกลาม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10-20 ปี นับตั้งแต่ติดเชื้อจนเป็นมะเร็งปากมดลูก จุดประสงค์ของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก คือ การตรวจหารอยโรคก่อนมะเร็ง เพื่อให้การรักษาก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็งระยะลุกลาม โดยคำแนะนำในหารตรวจคัดกรองแบ่งตามกลุ่มอายุดังนี้
1. สตรีที่มีอายุน้อยกว่า 21 ปี ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจคัดกรอง
2. สตรีในช่วงอายุ 21-29 ปี ให้ตรวจคัดกรองด้วยวิธี Pap smear ทุก 3 ปี หากผลตรวจปกติ
3. สตรีในช่วงอายุ 30-65 ปี ควรตรวจด้วย HPV testing (การตรวจหาเชื้อ HPV) ร่วมกับ Pap smear หรือเรียกว่า “cotesting” ทุก 5 ปี หากผลการตรวจทั้งสองวิธีให้ผลปกติ โดยไม่แนะนำให้ตรวจคัดกรองด้วย HPV testing เพียงอย่างเดียว หรือ สามารถตรวจด้วย Pap smear เพียงอย่างเดียว ทุก 3 ปี ในรายที่ไม่สามารถรับการตรวจด้วย HPV testing ได้
4. สตรีที่มีอายุมากกว่า 65 ปี หรือหลังผ่าตัดมดลูก ไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรอง หากไม่มีผลการตรวจที่ผิดปกติมาก่อนหน้านี้
5. สตรีที่ฉีด HPV vaccine แล้ว แนะนำให้ตรวจคัดกรองตามช่วงอายุที่ได้กล่าวมา
เอกสารอ้างอิง
- NCCN Clinical Practice Guidelines in Oncology Breast Cancer Screening and Diagnosis Version 1.2015
- NCCN Clinical Practice Guidelines in Oncology Colorectal Cancer Screening Version 1.2015
- NCCN Clinical Practice Guidelines in Oncology Prostate Cancer Early Detection Version 2.2016
- ศ.นพ.จตุพลศรีสมบูรณ์. Current Guidelines for Cervical Cancer Screening: Recommendations of ACS, ASCCP & ASCP.
- American Cancer Society’s screening recommendations
------------------------------------------------------------
สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• Call center : 0-5393-6900-1
• LINE Official : https://lin.ee/h3Wxyp3
• Facebook : https://bit.ly/2Kid6X9
• Youtube : https://bit.ly/3anQsH6
• Twitter : https://bit.ly/3eACDJ2
• Instagram: https://bit.ly/2VnrTGo
• Blockdit : https://bit.ly/2VqvL9D
• Website: http://sriphat.med.cmu.ac.th
หรือเพิ่มเพื่อนใน LINE ด้วยคิวอาร์โค้ด
