ผศ.พญ.กุณฑรี ไตรศรีศิลป์ หมื่นพินิจ
สูตินรีแพทย์
รหัสเอกสาร PI-IMC-388-R-00
อนุมัติวันที่ 23 มิถุนายน 2565
อาการปวดท้องประจำเดือนเกิดจากการบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูก เนื่องจากเยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดออกมาเป็นประจำเดือนนั้น จะมาพร้อมกับสารที่เรียกว่าพรอสตาแกลนดิน ซึ่งจะไปกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวจนทำให้มีอาการปวดได้
อาการปวดท้องประจำเดือน (Dysmenorrhea)
เป็นสิ่งที่ผู้หญิงเกือบทุกคนเคยมีประสบการณ์ อาการปวดอาจมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป แต่ในผู้หญิงที่มีอาการปวดท้องประจำเดือนมากผิดปกติ ต้องระวังว่าอาจมีความผิดปกติบางอย่างของมดลูกหรือรังไข่ซ่อนอยู่
ปวดท้องประจำเดือนเกิดจากอะไร
?
อาการปวดท้องประจำเดือนเกิดจากการบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูก ที่ได้รับการกระตุ้นจากสารที่ชื่อว่าพรอสตาแกลนดิน สารนี้สร้างขึ้นจากเยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน โดยปกติผู้หญิงจะมีอาการปวดท้องน้อยก่อนประจำเดือนมา 1-2 วัน และมีอาการปวดในช่วงประจำเดือนมาแล้ว 2-3 วันแรก โดยลักษณะเป็นอาการปวดบีบหรือปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย ถ้ามีอาการมากอาจปวดร้าวไปหลัง หรืออาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ ท้องเสีย ท้องอืด เป็นต้น
ปวดท้องประจำเดือนผิดปกติมีสาเหตุจากอะไรบ้าง ?
1. ประจำเดือนปฐมภูมิ คือ ไม่มีรอยโรคในอุ้งเชิงกราน
หรืออวัยวะภายในสตรี
2. ปวดประจำเดือนทุติยภูมิ คือ มีความผิดปกติของอวัยวะภายในสตรี เช่น
2.1 เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) โดยเฉพาะที่รังไข่ ทำให้เกิดถุงน้ำรังไข่ หรือช็อกโกแลตซีสต์
2.2 เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญภายในกล้ามเนื้อมดลูก (Adenomyosis)
2.3 เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก (Myoma uteri)
2.4 ภาวะปากมดลูกตีบ
อาการอย่างไรที่ควรไปพบแพทย์
?
1. ปวดประจำเดือนมากรับประทานยาไม่ดีขึ้น หรือปวดมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน
2. อาการปวดประจำเดือนเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
3. ประจำเดือนมามากกว่าปกติ
4. ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
5. ปวดท้องน้อยเรื้อรัง แม้ไม่ใช่ช่วงมีประจำเดือน
6. ปวดท้องน้อยเวลามีเพศสัมพันธ์มาก
7. มีไข้ หนาวสั่น
8. ตกขาวผิดปกติ คันช่องคลอด ปัสสาวะขัด
9. มีปัญหามีบุตรยาก
ผู้หญิงที่มีอาการดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยค้นหาสาเหตุ
โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจภายใน และทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่สงสัย
เช่น
1. การตรวจอัลตราซาวน์อุ้งเชิงกราน
2. การตรวจย้อมสารคัดหลั่งจากปากมดลูกเพื่อดูการอักเสบติดเชื้อ
3. การส่องกล้องเข้าไปตรวจดูความผิดปกติในอุ้งเชิงกรานในกรณีที่การตรวจเบื้องต้นไม่พบความผิดปกติ โดยประโยชน์ของการส่องกล้อง คือ สามารถตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาโรคทางนรีเวชต่าง ๆ ได้ในคราวเดียวกัน รวมถึงสามารถหาสาเหตุภาวะมีบุตรยากได้อีกด้วย
คลินิกสูตินรีเวช ชั้น 13 อาคารศรีพัฒน์
หมายเลขโทรศัพท์ : 053-936-830