การผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอด ในสตรีที่มีอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อน เรื่องใดบ้างควรรู้ก่อนผ่าตัด ?

ผศ.นพ.ชัยเลิศ พงษ์นริศร

หัวหน้าหน่วยนรีเวชทางเดินปัสสาวะและอุ้งเชิงกราน  

ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-104-R-00


เรื่องที่คุณผู้หญิงควรรู้เมื่อมีมดลูกหย่อนและยื่นย้อย

    1. ภาวะยื่นย้อยของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานคืออะไร ?
    2. การผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอดคืออะไร ?
    3. การผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอดทำได้อย่างไร ?
    4. ก่อนการผ่าตัดคุณจะประสบกับอะไรบ้าง ?
    5. หลังการผ่าตัดคุณจะประสบกับอะไรบ้าง ?
    6. การผ่าตัดมีผลสำเร็จเป็นอย่างไร ?
    7. มีภาวะแทรกซ้อนอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง ?
    8. เมื่อไรคุณจึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติประจำ ?


ภาวะยื่นย้อยของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานคืออะไร ?                
        การยื่นย้อยของมดลูกและ/หรือผนังช่องคลอดเป็นภาวะที่พบบ่อย พบว่าร้อยละ 11 ของสตรีจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อแก้ไขภาวะนี้ตลอดช่วงวัยของชีวิต การยื่นย้อยดังกล่าวมักเกิดจากความเสียหายของเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่พยุงมดลูกและช่องคลอด ทำให้เนื้อเยื่ออ่อนแอลง ซึ่งอาจเกิดขึ้นในขณะคลอด และเป็นผลจากการยกสิ่งของที่มีน้ำหนักมาก หรือออกแรงเบ่งมากเป็นประจำ ตัวอย่างเช่น ท้องผูกเรื้อรัง ไอเรื้อรัง โรคอ้วน นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากวัยที่สูงขึ้น ทำให้เนื้อเยื่อพยุงอ่อนแอลง ในผู้ป่วยบางรายอาจมีสาเหตุทางพันธุกรรม ซึ่งส่งผลให้มีการอ่อนแอของเนื้อเยื่อพยุงอวัยวะในอุ้งเชิงกราน อาการของผู้ป่วยสตรีที่มีมดลูกหย่อน คือ ความรู้สึกถ่วง/หน่วงหรือตึงแน่นในช่องคลอด ในรายที่เป็นมากอาจมีก้อนยื่นย้อยจนพ้นปากช่องคลอดออกมา

 









รูปที่ 1 กายวิภาคปกติ ไม่มีการยื่นย้อย         รูปที่ 2 การยื่นย้อยของมดลูก กระเพาะปัสสาวะ และไส้ตรง


การผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอดคืออะไร ?
     การผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอด เป็นหัตถการผ่าตัดนำมดลูกออกมาโดยผ่านทางช่องคลอด การผ่าตัดนี้มักกระทำร่วมกับการผ่าตัดรีแพร์หรือซ่อมเสริมกระเพาะปัสสาวะและ/หรือไส้ตรง และการผ่าตัดใส่สายคล้องท่อปัสสาวะเพื่อแก้ไขภาวะปัสสาวะเล็ดขณะออกแรง


 การผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอดทำได้อย่างไร ?
     การผ่าตัดนี้ทำในโรงพยาบาลภายใต้การให้ยาสลบทั่วไป การให้ยาระงับความรู้สึกทางไขสันหลัง (ร่วมหรือไม่ร่วมกับการให้ยาระงับประสาท) แพทย์จะกรีดแผลโดยรอบบริเวณปากมดลูก จากนั้นจึงค่อยๆ เลาะดันให้กระเพาะปัสสาวะและไส้ตรงให้พ้นไปจากตัวมดลูก แล้วจึงหนีบ ตัด และผูกรัดหลอดเลือดที่มาเลี้ยงมดลูก และเนื้อเยื่อรอบๆ มดลูก เมื่อตรวจสอบว่าไม่มีเลือดออกแล้ว จึงทำการตัดมดลูกและนำออกมา จากนั้นจึงเย็บปิดช่องคลอดด้านบนสุด ซึ่งถูกเรียกว่า ส่วนยอดช่องคลอด (Vaginal vault) นรีแพทย์ส่วนใหญ่จะผ่าตัดเย็บแขวนผนังช่องคลอดส่วนยอดนี้ เพื่อพยุงไม่ให้หย่อนลงมาอีกในภายหลัง โดยอาจเลือกเย็บแขวนเข้ากับเอ็นยึดมดลูก (Uterosacral ligament suspension) หรือไม่ก็ยึดกับเอ็นยึดกระดูกด้านข้างมดลูก (Sacrospinous ligament suspension) หรือยึดกับกล้ามเนื้อพื้นอุ้งเชิงกรานด้านข้าง (Ileococcygeus) ก็ได้ (กรุณาอ่านบทความเรื่อง "
การผ่าตัดเย็บแขวนเอ็นยึดมดลูกฯ""การผ่าตัดเย็บแขวนช่องคลอด/มดลูกกับเอ็นยึดกระดูกหรือกล้ามเนื้อฯ"  หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม) แพทย์จะอธิบายถึงรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการผ่าตัดกับคุณ ส่วนรังไข่นั้นอาจเก็บไว้ได้หรือตัดออกพร้อมกับมดลูกได้ถ้าจำเป็น


 












รูปที่ 3 กายวิภาคปกติของช่องคลอดหลังผ่าตัดมดลูก

ก่อนการผ่าตัดคุณจะประสบกับอะไรบ้าง?
        คุณจะได้รับการซักประวัติถามถึงสุขภาพทั่วไปและยาต่างๆ ที่รับประทานในอดีตและปัจจุบัน รวมทั้งการสืบค้นต่างๆ ที่จะจำเป็น ตัวอย่างเช่น การตรวจเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การเอ็กซเรย์ทรวงอก นอกจากนั้น คุณจะได้รับสารสนเทศเกี่ยวกับการรับเข้าโรงพยาบาล การพักในโรงพยาบาล การผ่าตัด การดูแลก่อนและหลังผ่าตัด ถ้าคุณรับประทานยาที่มีผลต่อการเกิดลิ่มเลือด เช่น แอสไพริน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกง่ายและเกิดรอยจ้ำได้ทั้งระหว่างและหลังผ่าตัด คุณควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพราะอาจจำเป็นต้องหยุดยาก่อนผ่าตัดเป็นเวลา 7-10 วัน แพทย์บางคนอาจแนะนำให้คุณเตรียมลำไส้ก่อนการผ่าตัด


หลังการผ่าตัดคุณจะประสบกับอะไรบ้าง ?
        เมื่อคุณตื่นฟื้นจากยาระงับความรู้สึก คุณจะได้รับการให้สารน้ำหยดเข้าทางหลอดเลือดดำ และอาจใส่สายสวนปัสสาวะ แพทย์อาจใส่ผ้ากอซไว้ในช่องคลอดเพื่อช่วยกดห้ามเลือดออกในเนื้อเยื่อ ซึ่งทั้งผ้ากอซและสายสวนปัสสาวะจะได้รับการถอดออกภายในเวลา 24 - 48 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยจะสามารถรับประทานอาหารและดื่มได้เกือบทันทีหลังผ่าตัด คุณจะได้รับยาระงับปวดและยาแก้คลื่นไส้อาเจียน โดยฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือรับประทานตามความจำเป็น
        การเคลื่อนไหวตัวของผู้ป่วยหลังผ่าตัดมีความสำคัญในการที่จะลดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำที่ขา คุณสามารถเดินและทำงานบ้านเบาๆ ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการยกสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่า 10 กิโลกรัมในระยะหลังผ่าตัด 6 สัปดาห์แรก คุณอาจรู้สึกเหนื่อย เพลียง่ายภายหลังผ่าตัด ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา ฉะนั้นคุณควรจัดตารางชีวิตให้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้นในระยะสัปดาห์แรกๆหลังผ่าตัด
        คุณสามารถคาดหวังได้ว่าระยะเวลานอนพักในโรงพยาบาลนาน 1 - 3 วัน ในช่วง 4 - 6 สัปดาห์หลังผ่าตัด อาจมีตกขาวเป็นสีขาวอมเหลืองถึงสีน้ำตาล หรือมีเลือดปนเล็กน้อยเกิดขึ้นได้ เพราะว่ามีวัสดุเย็บแผลในช่องคลอด โดยตกขาวนี้จะมีปริมาณลดลงไปเรื่อยๆ และหายไปในที่สุด เมื่อวัสดุเย็บถูกดูดซึมหายไป


การผ่าตัดมีผลสำเร็จเป็นอย่างไร ?
     ร้อยละ 85 ของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอดเพื่อแก้ไขมดลูกหย่อนจะหายจากโรคนี้ถาวร อีกร้อยละ 15 ของผู้ป่วยจะเกิดภาวะยื่นย้อยของช่องคลอดส่วนยอดในเวลาหลายเดือนหรือหลายปีต่อมาภายหลังผ่าตัดครั้งแรก ขึ้นกับความรุนแรงของภาวะยื่นย้อยเดิมก่อนผ่าตัด ยิ่งความรุนแรงของการยื่นย้อยมาก ยิ่งมีความเสี่ยงของการเกิดซ้ำสูงตามไปด้วย


มีภาวะแทรกซ้อนอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง ?    

        การผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอดนั้น ย่อมมีความเสี่ยงเช่นเดียวกับการผ่าตัดทุกชนิดที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้เสมอ ต่อไปนี้คือ ภาวะแทรกซ้อนทั่วไปที่สามารถเกิดขึ้นตามหลังการผ่าตัดใดๆ ก็ตาม

        -  ปัญหาทางวิสัญญี ซึ่งพบน้อยมากในปัจจุบัน เนื่องจากเครื่องดมยาสลบ ยาที่ใช้ในการระงับความรู้สึกและเครื่องมือที่ใช้เฝ้าสังเกตผู้ป่วย มีความทันสมัยขึ้นกว่าในอดีต

        -  ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดของขา/ปอด เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบน้อยมาก ซึ่งอาจเกิดตามหลังการผ่าตัดทุกชนิดในอุ้งเชิงกราน สามารถลดโอกาสเสี่ยงของโรคนี้ลงได้โดยการสวมถุงน่องหรือใส่ที่รัดขา โดยใช้เครื่องควบคุมแบบลมอัดเป็นพักๆ และให้ยาห้ามการเกิดลิ่มเลือด

        -  เลือดออกรุนแรงและก้อนเลือดขังที่แผลผ่าตัด ภาวะเลือดออกที่รุนแรงและจำเป็นต้องได้รับเลือดนั้นพบน้อย (ร้อยละ 0-10) ขึ้นกับชนิดของผ่าตัดร่วมอื่นๆ ที่คุณได้รับ ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วยมีการสะสมจนเกิดเป็นก้อนเลือดขังที่บริเวณช่องคลอดส่วนยอด ซึ่งมักจะระบายได้เองออกมาทางช่องคลอดจนยุบได้เองหลังผ่าตัด 7-10 วัน บางครั้งอาจจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อช่วยระบายเลือดออก

        -  การติดเชื้อหลังผ่าตัด แม้ว่าจะให้ยาปฏิชีวนะก่อนผ่าตัด และพยายามทุกวิถีทางที่จะให้การผ่าตัดปลอดเชื้ออย่างที่สุด แต่มีโอกาสเล็กน้อยที่จะเกิดการติดเชื้อในช่องคลอดและอุ้งเชิงกรานอยู่บ้าง อาการของการติดเชื้อ ได้แก่ ตกขาวมีกลิ่นเหม็นออกทางช่องคลอดและ/หรือไข้ การติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ เกิดขึ้นประมาณร้อยละ 6-20 ของผู้ป่วยหลังผ่าตัดทางช่องคลอด และพบบ่อยยิ่งขึ้นในผู้ป่วยที่ใส่สายสวนปัสสาวะ อาการที่พบได้แก่ อาการปัสสาวะแสบหรือเจ็บเหมือนเข็มตำ ปัสสาวะบ่อย ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าคุณมีการติดเชื้อเกิดขึ้นหรือไม่ ให้มาพบแพทย์

         -  การบาดเจ็บของอวัยวะข้างเคียง พบได้ถึงร้อยละ 2 ของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกทางช่องคลอดที่มีการบาดเจ็บของกระเพาะ ปัสสาวะ ท่อไตหรือไส้ตรง ส่วนรูรั่วของช่องคลอดนั้น อาจพบได้แต่เกิดขึ้นน้อยมาก

         -  ภาวะปัสสาวะคั่ง ในช่วงวันแรกๆ หลังผ่าตัด อาจเกิดอาการปัสสาวะลำบากขึ้นได้ร้อยละ 10-15 ของผู้ป่วย ทำให้มีปัสสาวะคั่ง คุณอาจจำเป็นต้องได้รับการสวน หรือคาสายสวนปัสสาวะในช่วงไม่กี่วันหลังผ่าตัดนี้ไป จนกว่าจะสามารถขับถ่ายปัสสาวะได้เอง


เมื่อไรคุณจึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติประจำ ?
     ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังผ่าตัด คุณควรจะสามารถขับขี่และทำกิจกรรมเบาๆ เช่น การเดินเป็นระยะทางสั้นๆ ได้เป็นอย่างดี คุณควรหลีกเลี่ยงการยกสิ่งของที่มีน้ำหนักมาก และการเล่นกีฬาเป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ เพื่อให้แผลหายสนิทก่อน โดยทั่วไปแนะนำให้วางแผนหยุดงานนาน 4 - 6 สัปดาห์หลังผ่าตัด แพทย์จะเป็นผู้แนะนำเรื่องนี้แก่คุณ ขึ้นกับประเภทของงานและชนิดของการผ่าตัดที่คุณได้รับ โดยทั่วไปคุณสามารถเริ่มมีเพศสัมพันธ์ได้โดยปลอดภัยหลังผ่าตัดผ่านไปแล้ว 6 สัปดาห์


9 กันยายน 2556

แก้ไขปรับปรุง 16 กุมภาพันธ์ 2559
เอกสารอ้างอิง
International Urogynecological Association (IUGA). Vaginal Hysterectomy for Prolapse: A Guide for Women. 2011.


ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Call Center : 0-5393-6900-1/คลินิกสูตินรีเวช 0-5393-6830
Line iD : @sriphatcenter