หญิงตั้งครรภ์กับการป้องกันตนเองจากฝุ่นละออง PM2.5

เอกสารประกอบ  

แพทย์หญิงชลรส เจริญรัตน์

สูตินรีแพทย์-เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์

ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รหัสเอกสาร PI-IMC-060-R-00



        ปัจจุบัน ปัญหาเรื่องหมอกควันและมลพิษเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากนับวัน สถานการณ์ยิ่งรุนแรง รวมถึงยังไม่มีแนวทางการแก้ไขกับปัญหาอย่างชัดเจน ฝุ่นและมลพิษได้สร้าง ผลกระทบอย่างยิ่งต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็ก คนชรา รวมไปถึงผู้หญิงตั้งครรภ์


        เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ได้มีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบจากหมอกควันและมลพิษกับสตรีตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ ในบทความนี้จะกล่าวถึงว่าฝุ่นละอองและมลพิษเหล่านี้มาจากไหนบ้าง ส่งผลกระทบอย่างไรกับทารกในครรภ์ รวมถึงเราจะสามารถดูแลตนเองเพื่อลดโอกาสการรับฝุ่นมลพิษเหล่านี้ในขณะตั้งครรภ์อย่างไร


ฝุ่นควันและมลพิษมาจากไหน

        อากาศที่เป็นพิษจะประกอบด้วยโอโซน ,ฝุ่นขนาดต่างๆ , ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (Nitrogen dioxide) , ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur dioxide) และสารพิษอื่นๆ ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของท่อไอเสียรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ การเผาในที่โล่งแจ้ง เป็นต้น


        เมื่อเราหายใจ เราจะได้รับก๊าซที่ไม่ดีที่ปนเปื้อนมาในอากาศ รวมถึงได้รับฝุ่นขนาดต่างๆ เข้าสู่ร่างกายด้วย ฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนาดเล็กกว่า 1 ไมครอน จะสามารถทะลุผนังถุงลมของปอดเข้าสู่กระแสเลือด ทําให้ฝุ่ นเหล่านี้แพร่กระจายไปตามอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย จึงรวมไปถึงทารกในครรภ์ ยิ่งไปกว่านั้น จากการเปลี่ยนแปลงของสรีระในร่างกายระหว่างการตั้งครรภ์โดยปกติ จะทําให้ผู้หญิงตั้งครรภ์จะมีอัตราการหายใจเพิ่มขึ้น ดังนั้น การสูดมลพิษก็จะมากกว่าผู้หญิงที่ไม่ตั้งครรภ์ ฝุ่นเหล่านี้จะไปทําให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชั่น (Oxidative stress) และการอักเสบ ทําให้เซลล์เกิดความเสียหาย สารพันธุกรรมถูกทําลาย รวมไปถึงขัดขวางการเจริญเติบโตของรกและทารกในครรภ์ องค์กรอนามัยโลก (WHO) ได้กําหนดคุณภาพของอากาศว่า ความเข้มข้นเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM2.5 ไม่ควรเกิน 25 µg/m3 , PM 10 ไม่เกิน 50 µg/m3


ผลกระทบกับการตั้งครรภ์และทารกในครรภ์

1. ทารกน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ตามอายุครรภ์ (น้อยกว่า 10 เปอร์เซนไทล์ที่อายุครรภ์นั้นๆ) หรือ ทารกตัวเล็ก (น้ำหนักน้อยกว่า 2500 กรัม)

        มีการศึกษาในหลายๆ ประเทศ เช่น จีน แคนาดา อินเดีย พบว่า ฝุ่น PM2.5 ทําให้น้ำหนักทารกต่ำกว่าเกณฑ์ รวมไปถึงน้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่า 2500 กรัม, การศึกษาในประเทศอินเดียในกลุ่มที่ได้รับฝุ่ น  PM 2.5 ปริมาณสูง พบว่า การได้รับ PM2.5 เพิ่มขึ้นเพียง 10ug/m3  จะทําให้ทารกน้ำหนักลดลง 4-15.9 กรัม และเพิ่มความชุกของทารกน้ำหนักน้อยอีก 2-9 % โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับ PM2.5 ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ 28-40 สัปดาห์)

        นอกจากนี้ มีบางวิจัยรายงานว่า ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์  (NO2), ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และโอโซน (O3) ที่มาพร้อมกับฝุ่ละออง ทําให้ทารกน้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์และลดอัตราการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งภาวะน้ำหนักทารกที่ต่ำกว่าเกณฑ์หรือเติบโตช้านั้น จะสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตหรือทุพลภาพของทารก สติปัญญา รวมไปถึงโรคหัวใจ เบาหวาน หรือโรคทางเมตาบอลิกในผู้ใหญ่ได้ 


2. คลอดก่อนกําหนด (คลอดที่อายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์)

        จากการศึกษาในประเทศจีนพบว่า การได้รับ PM2.5 จะเพิ่มความเสี่ยงการคลอดก่อนกําหนด 1.09 เท่า ในการเพิ่มขึ้นทุก 10 ug/m3


3. ทารกตายในครรภ์

        การได้รับ PM2.5 เพิ่มขึ้นปริมามาณ 10 µg/m3 ไม่ว่าช่วงใดก็ตามระหว่างตั้งครรภ์จะเพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตของทารกในครรภ์ประมาณ 1.1- 1.6 เท่า โดยความเสี่ยงจะสูงที่สุดโดยเฉพาะในไตรมาสสาม (ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 12% ต่อการเพิ่มขึ้นของ PM2.5 ทุก 10 µg/m3) ส่วนก๊าซ SO2, NO2 และคาร์บอนมอนนอกไซด์ จะเพิ่มความเสี่ยงประมาณ 1.26, 1.13 และ1.01 เท่า ตามลําดับ


4. โรคหัวใจพิการแต่กําเนิดของทารก

        มีการศึกษาในประเทศไต้หวันระหว่างปี 2007-2014 ถึงความสัมพันธ์ของการได้รับ PM2 .5 กับอัตราการเกิดโรคหัวใจพิการแต่กําเนิดของทารก พบว่าการได้รับ PM2.5 เกินเกณฑ์ของ WHO ประมาณ 5 µg/m3 (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 30.6 µg/m3) ในช่วงอายุครรภ์ 3-8 สัปดาห์ จะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจพิการแต่กําเนิดของทารก 1.21 เท่า ผลการศึกษานี้ยังสอดคล้องกับการศึกษาในประเทศจีน ในปี 2011-2013 นอกจาก ฝุ่ น PM 2.5 ยังพบว่าก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbonmonoxide) , ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur dioxide) ,ไนตริก  ( Nitric) และไนโตรเจนไดออกไซด์ (Nitrogen dioxide) มีรายงานว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจพิการแต่กําเนิดของทารกเช่นเดียวกัน


5. หอบหืด

        มีงานวิจัยรายงานว่า การได้รับอากาศมลพิษขณะตั้งครรภ์ ทารกหลังคลอดมีโอกาสที่จะเป็นโรคหอบหืดเพิ่มสูงขึ้น

        นอกจากนี้ยังมีบางรายงานเขียนถึงความสัมพันธ์ระหว่างมลพิษกับภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์และครรภ์เป็นพิษ ความเสี่ยงทั้งหมดดังที่กล่าวไปนั้น การป้องกันให้ได้รับฝุ่นละอองและมลพิษให้น้อยที่สุด น่าจะเป็นแนว ทางที่ดีที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อสุขภาพที่ดีของหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์


แนวทางการป้องกันตนเองขณะตั้งครรภ์ เพื่อลดโอกาสการได้รับฝุ่ นละอองและสารพิษในอากาศ

        1. ติดตาม Air quality index และปฏิบัติตนตามคําแนะนําเมื่ออยู่ในสภาวะอากาศในระดับต่างๆ

        2. หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ เด้ก คนชรา โดยอยู่ในบ้าน เมื่อข้างนอกมีภาวะมลพิษและฝุ่ นละอองสูง ใช้เครื่องฟอกอากาศที่ใช้แผ่นกรองอากาศ HEPA ในบ้าน ปิดหน้าต่างและประตูให้สนิท ทําความสะอาดบริเวณในตัวบ้านด้วยการดูดฝุ่ น หรือเช็ดถูด้วยผ้า ชุบน้ำหมาดเพื่อลดปริมาณฝุ่ น

        3. หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทําให้เกิดฝุ่นควัน เช่น การจุดเตาถ่าน การทําอาหารโดยไม่มีเครื่องดูดควัน การจุดธูปเทียนภายในบ้านและการสูบบุหรี่

        4. ปลูกต้นไม้ที่สามารถกรองอากาศได้ เช่น เศรษฐีเรือนใน ต้นลิ้นมังกร ต้นพลูด่าง โดยต้นไม้เหล่านี้สามารถ กําจัดสารพิษ ทดแทนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยออกซิเจนได้

        5. หากกรณีจําเป็นต้องออกนอกบ้านหรือที่โล่งแจ้ง ให้ใส่หน้ากากอนามัย N95 หรือหน้ากากที่ป้องกัน PM2.5 ได้ทุกครั้ง โดยต้องใส่ให้ถูกวิธี

        6.หากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ หรือความผิดปกติในขณะตั้งครรภ์อื่นๆ เช่น เลือดออกทางช่องคลอด ท้องแข็ง น้ำเดิน หรือลูกดิ้นลดลง ควรรีบเดินทางมาพบแพทย์


ที่มาข้อมูล

- Americanpregnancy.org/pregnancy-heath/how-air-pollution-impacts-pregnancy

- Ebba M., et al. Fetal growth and air pollution – A study on ultrasound and birth measures. Environment Research 152 (2017) 73-80.

- David M. Stieb, et al. Associations of pregnancy outcomes and PM2.5 in a Nation Canadian study. Environment Heath Perspectives (124). February 2016

- Kalpana B. et al. Exposures to fine particulate matter (PM2.5) and birthweight in a rural-urban, mother-child cohort in Tamil Nadu, India. Environmental Research 161 (2018)

524-531

- Qin Li. Et al. Effect of airborne particulate matter of 2.5 µm or less on preterm birth : A national birth cohort study in China. Environment International 121 (2018) 1128-1136.

- Shaoping Yang, et al. Ambient air pollution the risk of stillbirth: A prospective birth cohort study in Wuhan, China. International Journal of Hygiene and Environmental Health 221 (2-18) 502-509

- Ching-chun Huang, et al. Prenatal exposure to PM2.5 and Congenital Heart Disease in Taiwan. Science of the Total Environment 655 (2019) 880-886.


ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter