Knowledge

Measles Mumps and Rubella




อ.นพ.ทัศนัย  วนรัตน์วิจิตร


กุมารแพทย์


รหัสเอกสาร PI-IMC-059-R-01




 

โรคหัด (Measles or Rubeola)


      - เกิดจากเชื้อไวรัส (Measles virus) มีระยะฟักตัว 11-12 วัน ทำให้มีอาการไข้สูง ไอ มีน้ำมูก และตาแดง มีน้ำตาไหล หลังจากมีอาการ 2-3 วัน อาจตรวจพบจุดสีขาวบริเวณกระพุ้งแก้ม (Koplik spots)


       - หลังจากมีอาการ 3-5 วัน เรื่มมีผื่นที่บริเวณใบหน้า ไรผมแล้วกระจายลงมาที่คอ ลำตัว แขน ขาและฝ่าเท้า หลังจากมีผื่นขึ้นยังมีไข้ต่อ อาจมีถ่ายเหลวหรืออาการชักจากไข้สูง


       - ระยะเวลาแพร่เชื้อ 4 วันก่อน และ 4 วันหลังจากมีผื่น ติดต่อโดยการสูดดมฝอยละออง (Droplets) ของสารคัดหลั่งโดยการไอ จาม หายใจรดกันและเชื้อหัดสามารถอยู่ในอากาศแพร่เชื้อ (Airborne) ได้นานถึง 2 ชั่วโมง แม้ว่าผู้ติดเชื้อจะออกจากบริเวณนั้นแล้ว


       อาการแทรกซ้อนที่พบบ่อย ได้แก่ หูชั้นกลางอักเสบ (Otitis media) ปอดอักเสบ (Bronchopneumonia) กล่องเสียงหลอดคอและหลอดลมอักเสบ (Laryngotracheobronchitis) ท้องเสีย (Diarrhea) และสมองอักเสบ (Encephalitis)


      กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนจากการติดเชื้อหัด ได้แก่ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี , ผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่า 20 ปี , หญิงตั้งครรภ์และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง



คางทูม (Mumps)


       เกิดจากเชื้อไวรัส Mumps มีระยะฟักตัว 16-18 วัน ทำให้เกิดอาการไข้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อยล้า เบื่ออาหาร และต่อมน้ำลายหลังใบหูข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างบวม กดแล้วเจ็บ สามารถติดต่อทางการหายใจ จาม ไอ และสัมผัสกับน้ำลายของผู้ป่วย เช่น การดื่มน้ำและกินอาหารโดยใช้ภาชนะร่วมกัน โรคแทรกซ้อนที่พบ ได้แก่ อัณฑะอักเสบซึ่งมักจะพบในวัยเด็กโตและผู้ใหญ่ ข้ออักเสบ ต่อมไทรอยด์อักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ รังไข่อักเสบ หูตึง ข้ออักเสบและการอักเสบของระบบประสาท อาการในผู้ใหญ่จะรุนแรงกว่าในเด็ก


โรคหัดเยอรมัน (Rubella)


        เกิดจากเชื้อไวรัส Rubella เมื่อได้รับเชื้อจะใช้เวลาประมาณ 14-21 วัน ติดต่อได้ง่าย โดยการไอ จาม หรือสัมผัสน้ำมูกน้ำลายที่มีเชื้อ ระยะแพร่เชื้อเริ่มตั้งแต่ 7 วันก่อนมีผื่น จนถึง 7 วันหลังจากมีผื่น จึงเริ่มเกิดอาการไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณหลังหู ท้ายทอยและด้านหลังของลำคอ ในผู้ใหญ่จะมีไข้สูง รวมทั้งอาจมีอาการปวดข้อหรือข้ออักเสบร่วมด้วย หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ จะเกิดผื่นเป็นเม็ดละเอียดสีชมพู ซึ่งปรากฏที่ใบหน้าก่อนและขึ้นมาที่คอไล่ลงมาตามลำตัว แขนขา ภาย 24 ชั่วโมง อาการจะหายภายใน 3 วัน ผู้ติดเชื้อประมาณ 25 - 50% ไม่มีอาการ แต่ผู้ที่ไม่มีอาการก็สามารถแพร่เชื้อได้ตามปกติ หลังการติดเชื้อจะเกิดภูมิคุ้มกันโรคได้ตลอดชีวิต อันตรายหรือความรุนแรงของโรคหัดเยอรมันเกิดขึ้นในกรณีเดียว คือ การติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์จะทำให้เกิดการติดเชื้อของทารกในครรภ์ ซึ่งก่อให้เกิดกลุ่มความพิการแต่กำเนิดของทารก (Congenital rubella syndrome)


การป้องกัน


       ปัจจุบันการป้องกันทั้ง 3 โรคนี้ สามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด โรคคางทูม และโรคหัดเยอรมัน (Measles Mumps and  Rubellavaccine: MMR vaccine) โดยในเด็ก ควรได้รับวัคซีน MMR 2 ครั้ง คือ ครั้งแรก เมื่ออายุ 9-12 เดือน และครั้งที่สอง เมื่ออายุ 18 เดือนถึง 2 ปีครึ่ง ส่วนในผู้ใหญ่ ควรได้รับวัคซีน MMR 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน

 

ข้อห้ามในการรับวัคซีน โรคหัด โรคคางทูม และโรคหัดเยอรมัน (Measles Mumps Rubella , MMR)


1. ในสตรีตั้งครรภ์ไม่ควรฉีดวัคซีน MMR ดังนั้น เมื่อจะฉีด MMR ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ขึ้นในระยะ 3 เดือนหลังจากฉีดวัคซีน


2. มีปฏิกิริยาการแพ้ต่อส่วนประกอบใดๆ ของวัคซีนและเจลาติน


3.มีอาการแพ้ Neomycin แบบรุนแรง


4. มีการเจ็บป่วยปานกลางถึงรุนแรงหรือผู้ที่กำลังมีไข้ ถ้าเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น เป็นหวัดสามารถให้วัคซีนได้


5. ผู้ป่วยวัณโรคที่ยังไม่ได้รับการรักษา


6. ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างมากจากทุกสาเหตุ


7. หลังจากได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือด อาจจะทำให้ร่างกายตอบสนองต่อวัคซีนไม่ดี จึงแนะนำให้เว้นระยะให้นานพอที่ภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ในเลือดหรือผลิตภัณฑ์ของเลือดที่ได้รับมานั้นหมดไปก่อน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของสิ่งที่ได้รับ แต่ถ้าจะฉีดวัคซีนก่อนได้รับผลิตภัณฑ์ของเลือดควรได้รับวัคซีนก่อนอย่างน้อย 2 สัปดาห์


 

อาการข้างเคียงที่อาจพบหลังการฉีดวัคซีน 


โดยทั่วไป อาการข้างเคียง จะเกิดขึ้นภายใน 2 สัปดาห์หลังจากได้รับวัคซีน ดังนี้


-  ไข้หลังฉีดวัคซีน 5-12 วัน นาน 1-2 วัน

-  อาการปวดบริเวณที่ฉีดยา


-  เป็นผื่นคล้ายโรคหัดหลังฉีดวัคซีน 7-10 วัน


ข้อมูลอ้างอิง

www.cdc.gov/vaccinesafety/

https://ddc.moph.go.th/th/site/newsview/view/1120

http://nvi.go.th/index.php/vaccine-knowledge/epi-program

https://www.cdc.gov/mmwr/preview/mmwrhtml/00053391.htm

http://www.biogenetech.co.th/



ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphat