Knowledge




อ.นพ.ชัยวรรธน์  ประดิษฐ์ทองงาม 
อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและตับ
รหัสเอกสาร PI-GI_IMC-005-R-00

     โรคกรดไหลย้อน หมายถึง ภาวะที่กรดในกระเพาะไหลย้อนมาในหลอดอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหารและเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือแสบหน้าอก บางครั้งอาจจะรู้สึกรสเปรี้ยว โดยเมื่อเรารับประทานอาหารทางปาก อาหารจะถูกเคี้ยวและกลืนเข้าหลอดอาหาร อาหารจะถูกบีบไล่ไปยังกระเพาะอาหาร ระหว่างรอยต่อของกระเพาะอาหารและหลอดอาหารจะมีหูรูดหรือที่เรียกว่า Sphincter ทำหน้าที่ปิดมิให้อาหารหรือกรดไหลย้อนกลับไปยังหลอดอาหาร เมื่ออาหารอยู่ในกระเพาะจะมีกรดออกมาจำนวนมาก และเมื่ออาหารได้รับการย่อยแล้วจะถูกบีบต่อไปยังลำไส้เล็ก
 

 
     
                                                                                   


โรคกรดไหลย้อนเกิดขึ้นได้อย่างไร


        - หลอดอาหารส่วนปลายคลายตัวโดยที่ยังไม่มีการกลืนอาหาร


        - เกิดการเลื่อนของกระเพาะอาหารเข้าไปในหลอดอาหาร ทำให้เพิ่มโอกาสการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารมากขึ้น


        - เกิดจากความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหาร หรือหลอดอาหาร


        - อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด หรือเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม


        - การดื่มสุรา สูบบุหรี่


        - ภาวะอ้วน,ตั้งครรภ์


        - อาหารโดยเฉพาะอาหารรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด, ช้อกโกแลต,อาหารมัน ของทอด เป็นต้น



อาการของโรคกรดไหลย้อน


        มีอาการแสดงที่สำคัญคืออาการทางหลอดอาหาร และอาการทางกล่องเสียงและปอด โดยอาการทางหลอดอาหารมีดัง

        ๐  อาการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอก และลิ้นปี่ (Heart burn) บางครั้งอาจจะร้าวไปที่คอได้ ซึ่งจะเป็นมากขึ้นภายหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก หรือการนอนหงาย


        ๐  รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือมีรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก (เรอเปรี้ยว)


        ๐  รู้สึกมีก้อนอยู่ในคอ


        ๐  กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ


        ๐  เจ็บคอหรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า


        ๐  มีเสมหะอยู่ในคอ หรือระคายตลอดเวลา


        ๐  เรอบ่อย คลื่นไส้


        ๐  รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย



อาการทางกล่องเสียง และปอดมีดังนี้


        ๐  เสียงแหบเรื้อรัง หรือแหบเฉพาะตอนเช้าหรือมีเสียงผิดปกติจากเดิม


        ๐  ไอเรื้อรัง


        ๐  ไอ หรือ รู้สึกสำลักในเวลากลางคืน


        ๐  กระแอมไอบ่อย


        ๐  อาการหอบหืดแย่ลง


        ๐  เจ็บหน้าอก


        ๐  เป็นโรคปอดอักเสบเป็นๆ หายๆ



การวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน



        โดยปกติ แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ ได้จากอาการดังที่กล่าวมา โดยผู้ป่วยที่มีอาการทั้งแสบยอดอก และ/หรือ เรอเปรี้ยว (ทั้งนี้ไม่ควรมีอาการที่บ่งบอกว่าน่าจะเป็นโรคอื่น อาทิ น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ถ่ายเป็นเลือด หรือมีไข้) แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยได้เลยว่าผู้ป่วยมีภาวะกรดไหลย้อนและให้การรักษา เบื้องต้นได้ โดยจะติดตามดูอาการของผู้ป่วย ในบางรายอาจมี ความจำเป็นต้องได้รับการตรวจค้นพิเศษเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร การกลืนแป้ง การตรวจวัดการบีบตัวของหลอดอาหาร และการตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างในหลอดอาหาร ซึ่งพบว่าได้ผลแม่นยำและดีที่สุดในปัจจุบัน


การรักษา


        โดยทั่วไปเป้าหมายของการรักษา แพทย์จะมุ่งเน้นให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น รักษาอาการอักเสบของแผลในหลอดอาหารและป้องกันผลแทรกซ้อน การรักษาประกอบไปด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต การให้ยา การส่องกล้องรักษาและการผ่าตัดโดยวิธีที่ง่ายที่สุด คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต(Life style Modification) ซึ่งสามารถทำได้ดังต่อไปนี้


        ๐  ลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูงทำให้กรดไหลย้อนได้มาก


        ๐  หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา


        ๐  หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด อาหารไขมันสูง ช็อกโกแลต


        ๐  รับประทานอาหารพออิ่ม ควรรับประทานอาหารปริมาณน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง


        ๐  ใส่เสื้อหลวมๆ ไม่ใส่เสื้อรัดรูปจนเกินไป


        ๐  ระวังอาหารมื้อเย็น ไม่รับประทานในปริมาณมากและไม่ควรนอนทันที เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วอย่างน้อย 3 ชั่วโมง


        ๐  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ


        ๐  นอนตะแคงซ้ายและนอนหนุนหัวเตียงให้สูงอย่างน้อย 6 นิ้ว



การรักษาด้วยยา


        การรับประทานยา เพื่อลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และ/หรือ เพิ่มการเคลื่อนตัวของระบบทางเดินอาหารในการกำจัดกรด ปัจจุบันยาลดกรดกลุ่ม proton pump inhibitor เป็น ยาที่สามารถยับยั้งการหลั่งกรดได้ดี สามารถเห็นผลการรักษาเร็ว ควรรับประทานยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ไม่ควรลดขนาดยา หรือ หยุดยาเอง และควรมาพบแพทย์ตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ผู้ป่วยบางรายอาจใช้เวลานานประมาณ 1-3 เดือน กว่าที่อาการต่างๆ จะดีขึ้น ดังนั้นอาการต่างๆ อาจไม่ดีขึ้นเร็ว ต้องใช้เวลาในการหาย เมื่ออาการต่างๆ ดีขึ้น และผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนนิสัย และการดำเนินชีวิตประจำวันในข้อ 1 ได้ และได้รับประทานยาต่อเนื่องกันอย่างน้อย 2-3 เดือน แล้ว แพทย์จะปรับลดขนาดยาลงเรื่อยๆ ทีละน้อย ไม่ควรซื้อยารับประทานเองเวลาป่วย เนื่องจากยาบางชนิดจะทำให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดเพิ่มขึ้น หรือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวมากขึ้น จึงควรหลีกเลี่ยงยาบางชนิด เช่น progesterone, theophyllin, anticholinergics, beta-blockers, alpha-blockers, calcium channel blockers, aspirin, NSAID, vitamin C, benzodiazepines พบว่าประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วยที่มีอาการของโรคกรดไหลย้อน สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยา

การรักษาโดยการผ่าตัด


        การผ่าตัด เพื่อป้องกันไม่ให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหารส่วนบน การรักษาวิธีนี้จะพิจารณาทำในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ซึ่งให้การรักษาโดยการใช้ยาอย่างเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น หรือไม่สามารถรับประทานยาที่ใช้ในการรักษาภาวะนี้ได้ หรือผู้ป่วยที่ดีขึ้นหลังจากการใช้ยาแต่ไม่ต้องการที่จะกินยาต่อ ซึ่งผู้ป่วยที่ต้องทำการผ่าตัดมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น การรักษาโดยการผ่าตัดมีหลายวิธี เช่น Endoscopic fundoplication, Radiofrequency therapy, Injection / Implantation therapy
  
  
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตั โทร. 053-933-766
Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter
หรือ เพิ่มเพื่อนใน LINE ด้วยคิวอาร์โค้ด