Knowledge



อ.นพ.นิพพิชฌน์  พรหมมี

รหัสเอกสาร PI-IMC-150-R-00

       โรคกระเพาะอาหารเป็นโรคพบได้บ่อยมากในประเทศไทย มีการศึกษาความชุกของโรคนี้ในไทย พบถึงร้อยละ 66อย่างไรก็ตามพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 75) ไม่พบความผิดปกติโดยการตรวจส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน

โรคนี้มักจะเป็นๆ หายๆ และบ่อยครั้งมีอาการมากจนรบกวนต่อชีวิตประจำวัน

อาการของโรคกระเพาะอาหาร

       ได้แก่ อาการปวด มวน แน่น แสบ ไม่สุขสบายบริเวณช่องท้องส่วนบน (Upper abdomen) ที่เกิดจากกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น3 อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้ไม่ได้มีความจำเพาะเจาะจงมากนัก อาจมีสาเหตุมาจากอวัยวะใกล้เคียงกระเพาะอาหาร เช่น โรคทางหลอดอาหาร โรคตับ ตับอ่อนและทางเดินน้ำดี รวมถึงโรคทางลำไส้ใหญ่และโรคหัวใจได้ 

         ดังนั้น การวินิจฉัย อาศัยอาการที่เข้าได้เป็นหลัก ร่วมกับการตรวจไม่พบสาเหตุจากอวัยวะอื่นๆ ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลที่ได้จากการตรวจร่างกาย และ/หรือ การตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจอัลตราซาวน์ช่องท้อง เป็นต้น

อาการปวดท้องโรคกระเพาะอาหาร เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

-         ยาบางชนิด เช่น ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nonsteroidal anti-inflammatory drugs, NSAIDs) ยาแอสไพริน หรือยาต้านจุลชีพบางชนิด เช่น Penicillin, Macrolides, Sulfonamides, Doxycyclineและ Tetracycline เป็นต้น

-         การทานแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่เป็นประจำ

-         การรับประทานอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของหมักดอง เครื่องดื่มน้ำอัดลม

-         การติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโรไล (Helicobacter pylori) 

-         แผลในกระเพาะ

-         มะเร็งกระเพาะอาหาร (พบได้น้อยมากราวร้อยละ 0.2-0.4 ในผู้ป่วยโรคกระเพาะที่ไม่มีอาการสัญญาณเตือน4)

-         หากตรวจไม่พบความผิดปกติใดๆเลย จะเรียกว่า โรคกระเพาะอาหารแปรปรวน

อาการสัญญาณเตือน (Alarm features)3

        หมายถึง อาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ได้แก่    

        1. ภาวะเลือดออกทางเดินอาหาร

        2. ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

        3. มีอาการอิ่มเร็วกว่าปกติอย่างชัดเจน (รับประทานอาหารได้น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของที่เคยรับประทานปกติ ก็รู้สึกอิ่ม รับประทานต่อไม่ได้)

        4. น้ำหนักลดลงมากกว่าร้อยละ 10 โดยที่หาสาเหตุอื่นๆ ไม่พบ

        5. อาเจียนตลอดเวลา (มากกว่า 10 ครั้งใน 24 ชั่วโมง หรืออาเจียนหลังรับประทานอาหารแต่ละมื้อ) โดยไม่ทราบสาเหตุ

        6. มีญาติสายตรงในครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

        หากผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารมีอาการของสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรได้รับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน  นอกจากนี้รวมถึงผู้ป่วยที่เพิ่งมีอาการครั้งแรกที่อายุ 50 ปีขึ้นไป (เพราะมีอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นชัดเจน5) และผู้ป่วยที่อาการไม่ดีขึ้นหลังทานยา

การตรวจการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโรไล

        ที่ศูนย์ศรีพัฒน์ฯ สามารถตรวจได้โดยวิธีเป่าลมหายใจ (Urea breath test) การตรวจอุจจาระ (Stool antigen) และการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ

การรักษาการติดเชื้อ สามารถทำให้อาการของโรคกระเพาะทุเลาลงไปได้มาก ไม่แนะนำให้ทำการรักษาไปเลยโดยไม่ตรวจว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ เพราะไม่คุ้มค่าและอาจเสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยาโดยไม่จำเป็น

โรคกระเพาะอาหารแปรปรวน

ดังที่กล่าวข้างต้นแล้วว่า หากผู้ป่วยมีอาการโรคกระเพาะอาหาร ผลส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนปกติและไม่พบการติดเชื้อแบคีเรียเฮลิโค-แบคเตอร์ จะเรียกว่า โรคกระเพาะอาหารแปรปรวน พบได้บ่อยมาก ราวร้อยละ 70-802,6 ในประเทศไทยและทั่วโลก (ดังแผนภูมิที่ 1)  กลไกการเกิดโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่าเกิดจากการเคลื่อนไหวผิดปกติของกระเพาะ การมีภาวะรับความรู้สึกที่ไวกว่าปกติ (Visceral hypersensitivity and altered brain-gut function) ความกังวลด้านจิตใจ และการอักเสบเล็กน้อยที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร3 ความสำคัญของโรคนี้ คือ มักจะเป็นเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ บางครั้งมีอาการเยอะจนรบกวนชีวิตประจำวัน และอาจมีโรคร่วมอื่นๆ ด้วย เช่น โรคลำไส้แปรปรวน โรคกรดไหลย้อน โรควิตกกังวล เครียด หรือซึมเศร้า  อย่างไรก็ตามโรคนี้ไม่ได้สัมพันธ์กับการกลายเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารในอนาคต

การรักษาโรคกระเพาะอาหาร

1.การรักษาโดยไม่ใช้ยา คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง7 ได้แก่

- หยุดหรือหลีกเลี่ยงยาบางชนิดอาหารหรือเครื่องดื่มดังกล่าวข้างต้น (ในกรณีที่จะหยุดยาควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวร่วมด้วย)

- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารก่อนนอน

- งดหรือลดการสูบบุหรี่

- ออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ 20-40 นาทีต่อครั้ง อย่างน้อย 3-5ครั้งต่อสัปดาห์

- หากมีน้ำหนักเกิน พยายามลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จะช่วยลดอาการจุกแน่นหลังทานอาหารได้

- หลีกเลี่ยงการใส่กระโปรง กางเกง หรือคาดเข็มขัดรัดแน่นเกินไป

2. การรักษาโดยใช้ยา

       มักจะเป็นตัวเลือกแรกในผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารที่ไม่มีสัญญาณเตือน โดยยาที่มักจะใช้เป็นตัวแรก คือ ยาลดการหลั่งกรดชนิด PPI (Proton pump inhibitor) อาจมียากลุ่มกระตุ้นการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารร่วมด้วย (Prokinetic drugs) ในผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารแปรปรวนอาจต้องใช้ยากลุ่มอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ยาต้านการซึมเศร้า ยากลุ่มCytoprotective agent เป็นต้น รวมถึงในบางรายต้องรักษาโรคร่วมอื่นๆ เช่น กรดไหลย้อน หรือ ลำไส้แปรปรวนด้วย นอก จากนี้ ในผู้ที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโรไล ต้องได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อ

โดยสรุป

        โรคกระเพาะอาหารพบได้บ่อย ควรหลีกเลี่ยงยา อาหารและพฤติกรรมบางอย่าง หากไม่มีอาการสัญญาณเตือน สามารถทานยาลดการหลั่งกรดซึ่งมีขายทั่วไปตามท้องตลาดดูก่อนได้ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการสัญญาณเตือนควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและตรวจเพิ่มเติมต่อไป


ประเทศแถบเอเชีย



ประเทศแถบยุโรปและอเมริกา


แผนภูมิที่ แสดงผลการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนในผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารที่ไม่มีอาการสัญญาณเตือน (ดัดแปลงจากเอกสารอ้างอิงหมายเลข 6 )

เอกสารอ้างอิง

1.Kachintorn U. Epidemiology, approach and management of functional dyspepsia in Thailand. J Gastroenterol Hepatol. 201126 Suppl 3: 32-34

2. Siriyuyen U, Pausawasdi N, Maneerattanaporn M, et al. The prevalence of Functional dyspepsia and its association with other functional gastrointestinal disorder in tertiary care center. Gastroenterology. 2013; 144(5):S-679-S-80.

3.Pittayanon R,Leelakusolvong S,Vilaichone R, et al.Thailand dyspepsia guideline: 2018. J NeurogastroenterolMotil2019;25:15-26

4. Stanghellini V, Chan FK, Hasler WL, Malagelada JR, Suzuki H, Tack J, et al. Gastroduodenal Disorders. Gastroenterology. 2016150: 1380-1392.

5.Ministry of Public Health of Thailand. Cancer in Thailand Volumn VII, 2007-2009. Khuhaprema T, Attasara P, Sriplug H, Wiangnon S, Sangrajrang S, editors. Bangkok; 2013. 232 p.

6. Ford AC, Marwaha A ,Lim A, and Moayyeddi P: What is the prevalence of clinically significant endoscopic finding in subjects with dyspepsia? : Clin gastro hepatol 2010:8;830-837

7. แนวทางเวชปฏิบัติในการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยดิสเปปเซียและผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2553โดยสมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย


สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่

• Call center : 0-5393-6900-1
• LINE Official : https://lin.ee/h3Wxyp3
• Facebook : https://bit.ly/2Kid6X9
• Youtube : https://bit.ly/3anQsH6
• Twitter : https://bit.ly/3eACDJ2
• Instagram: https://bit.ly/2VnrTGo
• Blockdit : https://bit.ly/2VqvL9D
• Website: http://sriphat.med.cmu.ac.th

หรือเพิ่มเพื่อนใน LINE ด้วยคิวอาร์โค้ด