Knowledge




อ.นพ.อมรพัฐ  กิจโร

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว

รหัสเอกสาร PI-IMC-147-R-00


        ตั้งแต่เริ่มต้นปี พ.ศ. 2563 หลายๆ ท่านคงได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะปัญหาโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่เป็นปัญหาใหญ่และส่งผลกระทบทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย ปัญหาในครั้งนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคมปัจจุบัน เช่น เกิดนโยบายการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) เช่น มีการทำงานที่บ้าน (Work From Home) งดการรับประทานอาหารที่ร้าน รวมถึงมีการร่วมมือกันพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ขึ้นมา โดยทุกๆ กิจกรรมที่กล่าวมาแล้วนั้นมีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ และลดการแพร่กระจายโรคลง ในประเด็นของวัคซีนนั้นก็คงอีกไม่นานเกินรอ เพราะล่าสุดทางประเทศจีน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการวิจัยวัคซีน COVID-19 ในมนุษย์เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะนำมาใช้จริง ส่วนความคืบหน้าจะมานำเสนอในคราวถัดไป


            แต่นอกจากปัญหาจากโรค COVID-19 ในครั้งนี้แล้ว ในประเทศไทยของเราก็ยังมีปัญหาโรคระบาดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มาเป็นประจำทุกปี ซึ่งในปีที่ผ่านมานั้น ในประเทศไทยพบผู้ป่วยยืนยันสูงถึงเกือบ 4 แสนราย และจังหวัดเชียงใหม่ก็พบอัตราผู้ป่วยประมาณ 1,240 คนป่วยต่อประชากร 1 แสนคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงติดอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศอีกด้วย ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคพบว่าในช่วง 4 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2563 นั้น พบผู้ป่วยจากโรคไข้หวัดใหญ่ประมาณ 1 แสนรายทั่วประเทศ และจังหวัดเชียงใหม่ก็คงรักษาตำแหน่ง Top 3 ได้อย่างมั่นคง 


            สำหรับแนวโน้มของการระบาดในประเทศไทยนั้น โรคไข้หวัดใหญ่จะพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะมีแนวโน้มที่สูงขึ้นมากอยู่ 2 ช่วง คือในช่วงฤดูฝน (ประมาณเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป) และช่วงฤดูหนาว (ประมาณเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน) เพราะฉะนั้นช่วงตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนนี้ เป็นต้นไป น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับทุกๆ ท่าน ที่จะเข้ามาฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (แนะนำให้มาฉีดก่อนการระบาด) เพราะอย่างที่ทุกท่านทราบดีอยู่แล้วว่า โรคไข้หวัดใหญ่นั้นติดต่อกันง่าย แค่การไอ จาม รดกัน หรือเอามือไปสัมผัสเชื้อโรคแล้วมาป้ายบริเวณใบหน้าของเรา (การติดต่อเหมือนโรค COVID- 19) โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ต้องทำงานที่พบกับคนจำนวนมากๆ หรือทำงานใน Office ที่อยู่ในห้องร่วมกันนานๆ ก็มีโอกาสรับเชื้อและมีโอกาสป่วยได้มากขึ้น


             วัคซีนไข้หวัดใหญ่นี้ แนะนำให้ฉีด 1 เข็ม ทุกๆ ปี เพราะประสิทธิภาพของการป้องกันโรคจะอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี ซึ่งประโยชน์ของวัคซีนนั้น คือ จะลดโอกาสการป่วย ลดโอกาสของการเกิดอาการแทรกซ้อน รวมถึงลดโอกาสการนอนโรงพยาบาลจากการป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ โดยวัคซีนชนิดนี้แนะนำให้ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนเป็นต้นไป และหลังจากได้รับวัคซีนแล้ว ร่างกายจะใช้เวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรค 



กลุ่มเป้าหมายที่อยากจะเน้นให้มารับวัคซีนชนิดนี้อย่างสม่ำเสมอ คือ กลุ่มที่มีความเสี่ยงของการเจ็บป่วยมากกว่าคนทั่วๆ ไป  เช่น กลุ่มเด็กเล็ก (6 เดือน ถึง 2 ปี)  กลุ่มผู้สูงอายุ (>65ปี) คนอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม) หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคถุงลมโป่งพอง หอบหืด โรคหัวใจ โรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรคเลือด โรคไตวาย รวมถึงโรคเบาหวาน เป็นต้น ส่วนบุคลากรทางการแพทย์ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงอีกกลุ่มหนึ่งที่ควรจะได้รับวัคซีนเป็นประจำ เพราะมีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกับคนที่ป่วยได้มาก


ถึงแม้ว่าคุณอาจจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง แต่วัคซีนไข้หวัดใหญ่ก็ยังคงแนะนำให้กับทุกๆ ท่านที่ไม่มีข้อห้ามของการรับวัคซีน เพราะมันคงเป็นการดีกว่าที่เราจะมาเน้นการป้องกันโรค แทนที่จะต้องมาเสียเงิน เสียเวลา เสียโอกาสหลายๆ อย่าง จากการเจ็บป่วยหรือการต้องการนอนโรงพยาบาลด้วยโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน


ข้อมูล ณ วันที่ 24 เมษายน 2563


------------------------------------------------------------

สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• Call center : 0-5393-6900-1
• LINE Official : https://lin.ee/h3Wxyp3
• Facebook : https://bit.ly/2Kid6X9
• Youtube : https://bit.ly/3anQsH6
• Twitter : https://bit.ly/3eACDJ2
• Instagram: https://bit.ly/2VnrTGo
• Blockdit : https://bit.ly/2VqvL9D
• Website: http://sriphat.med.cmu.ac.th

หรือเพิ่มเพื่อนใน LINE ด้วยคิวอาร์โค้ด