Knowledge



อ.นพ.ณัฐพล  เลาหเจริญยศ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต

รหัสเอกสาร PI-IMC-142-R-00


        ในช่วงที่ทุกคนกำลังวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หลายๆ คนอาจกักตัวเองทำงานอยู่ในบ้าน เพื่อป้องกันการรับเชื้อและแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น การดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันการเจ็บป่วยหรือลดระดับความรุนแรงของอาการหากเราติดเชื้อโรคโควิด-19 ได้

         สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังหรือไตเสื่อม ทั้งที่ต้องทำการบำบัดทดแทนไต (การฟอกเลือด,การฟอกไตทางหน้าท้อง) และกลุ่มที่ยังไม่ต้องรับการบำบัดทดแทนไต เป็นกลุ่มคนที่เมื่อติดเชื้อโควิด-19 แล้วอาจเกิดอาการรุนแรงเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เนื่องจากการทำงานของอวัยวะในร่างกายมีความเสื่อม รวมไปถึงภาวะภูมิคุ้มกันที่ถดถอยนอกจากนั้นโรคไตเรื้อรังยังสัมพันธ์กับการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจขาดเลือดและโรคเส้น เลือดสมอง (stroke) บทความนี้จะพูดถึงความเสี่ยงต่อการเป็นไรคไต วิธีที่จะป้องกันไม่ให้เป็นไรคไต และ การดูแลตัวเองของผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเสื่อม ในช่วงกักตัวหรือทำงานที่บ้าน


ความเสี่ยงเป็นโรคไตในช่วง Work from home หรือเมื่อต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน


1.   หลายคนมีประชุมหรือลงคอร์สออนไลน์ต่อเนื่องหลายชั่วโมงไม่ได้พัก อาจทำให้ลืมดื่มน้ำจนทำให้ร่างกายขาดน้ำ หรือกลั้นปัสสาวะนานเกินไป (ไม่กล้าขอหัวหน้าออกไประหว่างประชุม) จนเกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

2.   นั่งดูหนังออนไลน์พร้อมกับเพลิดเพลินใจกับการรับประทานขนมขบเคี้ยวที่มีโซเดียมสูง มีน้ำตาลมาก และฟอสฟอรัสมากเกินไป ทำให้เกิดความเสี่ยงเป็นโรคไต นอกจากนี้ในผู้ป่วยโรคไตระยะท้ายๆ ควรระวังเรื่องการรับประทานผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น ทุเรียน กล้วย ลำไย มะม่วง ลูกเกด และลูกพรุน เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงและเกิดการเต้นของหัวใจผิดปกติได้ (สามารถศึกษาเพิ่มเติมจากเรื่องอาหารและโพแทสเซียม อาหารและโซเดียม อาหารและฟอสฟอรัส จากแหล่งอ้างอิงท้ายบทความ  )  

3.   นั่งหรือนอนทั้งวัน เพิ่มโอกาสการติดเชื้อรวมทั้งเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้ ควรแบ่งเวลาออกกำลังกายบ้าง

4.   เสพข่าวทั้งวันอาจทำให้เครียดและวิตกกังวล ควรมีช่วงเวลาพักการเสพข่าวสาร หรือพิจารณาข่าวอย่างมีวิจารณญาณ

5.   นอนน้อยนอนดึก ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย

6.   ช่วงกักตัวบางคนอาจไม่อยากออกไปซื้ออาหารนอกบ้านแถมร้านอาหารก็ปิด ทำให้รับประทานแต่อาหารสำเร็จรูปเช่น บะหมีกึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ซึ่งมีโซเดียมสูง มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเสื่อม  


การป้องกันและการชะลอการเสื่อมของไต

         -  ควรพักผ่อนให้เพียงพอ (อย่างน้อย 6 - 8 ชั่วโมงต่อวัน)

         -  หลีกเลี่ยงความเครียด

         -  ควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้อ้วน

         -  หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

         -  หลีกเลี่ยงยาเสพติด เฮโรอีน โคเคน ยาอี (เอคสตาซี) กัญชา (ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าได้ผลดีในคนไข้โรคไตเสื่อม)

         -  หยุดสูบบุหรี่

         -  หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานๆ

         -  ระวังอย่าให้เกิดท้องเสีย ถ้ามีท้องเสียควรดื่มน้ำให้พอ

         -  ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทาน สมุนไพร ยาหม้อ ยาพื้นบ้าน

         -  หลีกเลี่ยงยาที่มีผลต่อไต เช่น พาราเซตามอล แอสไพริน ถ้าใช้ติดต่อกันนานๆ ก็อาจจะทำให้ไตเสื่อมได้ ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด (NASID) กลุ่มยาแก้อักเสบ แก้ปวดข้อ)

         - ควรดื่มน้ำบริสุทธิ์สะอาดให้เพียงพอ วันละ 1.5 - 2 ลิตรต่อวัน

         -  การดูแลเรื่องอาหาร ลดอาหารรสเค็ม ลดอาหารมันและควรหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป เพราะอาหารสำเร็จรูปมีส่วนประกอบของโซเดียมในปริมาณที่สูง


สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

         - ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรังอยู่แล้ว ควรดูแลอาการของโรคหรือป้องกันภาวะแทรซ้อนต่างๆ เพื่อที่จะไม่ทำให้ไตเสื่อมเร็วเช่น ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับไม่เกิน 130/80 มิลลิเมตรปรอท ควบคุมน้ำตาลให้อยู่ในช่วง 80-120 มิลลิกรัม/เดซิลิตร(มก./ดล.) หรืออย่างน้อยต้องไม่เกินกว่า 130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร(มก./ดล.)ในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน รวมถึงรับการรักษาอย่างต่อเนื่องในโรคที่เป็นเรื้อรัง เช่น ไตเสื่อมจากเอสแอลอี (SLE)  นิ่ว หรือถุงน้ำในไต เป็นต้น

         -  ผู้ป่วยโรคไตสามารถการออกกำลังกายชนิดต่อเนื่องที่บ้านได้ง่ายๆ เช่น การเดินรอบ ๆ บริเวณบ้าน การเต้นแอโรบิก (แต่ไม่ควรหนักเกินไป) ออกกำลังกายประมาณวันละ 30-60 นาที อย่างน้อย 3-5 วันต่อสัปดาห์ ไม่ควรออกกำลังกายจนเหนื่อยถึงขั้นไม่สามารถพูดเป็นคำๆ ได้ ควรออกกำลังช่วงเช้าหรือเย็น และควรหยุดออกกำลังกายเมื่อรู้สึกเหนื่อย หายใจไม่ทัน เจ็บหน้าอก รู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะ แน่นท้อง ตะคริว เวียนศีรษะ จะเป็นลม

         - เรื่องเพศสัมพันธ์ไม่ได้เป็นข้อห้าม แต่การเป็นโรคไตเรื้อรังอาจทำให้ความต้องการทางเพศลดลง

         - ผู้ป่วยโรคไตควรปรึกษาแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

           การมาพบแพทย์ตามนัดหรือเมื่อมีอาการผิดปกติ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ หรือเลือกใช้บริการจัดส่งยาทางไปรษณีย์ กรณีที่อาการคงที่ และได้รับความเห็นชอบจากแพทย์แล้วว่าสามารถรับยาเดิมทางไปรษณีย์ได้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ท่านสามารถดูแลตัวเองตามคำสั่งการรักษาของแพทย์ได้อย่างต่อเนื่อง และปลอดภัยจากความเสี่ยงต่อการรับเชื้อและแพร่กระจายเชื้อภายนอกบ้าน


สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ต้องรับการรักษาโดยการฟอกเลือด

         ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติ  เพราะต้องฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ที่โรงพยาบาลหรือศูนย์ไตเทียม ซึ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 เนื่องจากได้พบปะผู้คนจำนวนมากระหว่างเดินทาง อีกทั้งผู้ป่วยบางคนต้องใช้รถขนส่งสาธารณะ ยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงมากขึ้นไปอีก ดังนั้นผู้ป่วยที่มารับการรักษาด้วยการฟอกไต ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อออกจากบ้าน และขณะทำการฟอกไต เพื่อป้องกันการไอ จาม ของตัวเองและบุคคลอื่น อีกทั้งควรล้างมือหรือพ่นแอลกอฮอล์บ่อยๆ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ การเดินไปมา หรือการเดินขึ้นลงบันไดต้องมีการจับราวบันได ผนัง หรือสิ่งใกล้มือ ซี่งอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อโควิด-19 ได้ง่าย

         หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆ ท่าน เพื่อการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตระหว่างทำงานหรือกักตัวที่บ้าน  อย่างไรก็ตามหากมีอาการผิดปกติ เช่น เท้าบวม เปลือกตาบวม ปัสสาวะออกน้อย หรือปัสสาวะผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที


อ้างอิงข้อมูลจากบทความ

1.    โรคไตเรื้อรังโดย นพ.ณัฐพล เลาหเจริญยศ อายุรแพทย์โรคไต http://www.cmed.cmu.ac.th/th/knowledge-97

2.    อาหารและฟอสฟอรัสโดย นพ.ณัฐพล เลาหเจริญยศ อายุรแพทย์โรคไต http://www.cmed.cmu.ac.th/th/knowledge-63

3.    อาหารและโพแทสเซียมโดย นพ.ณัฐพล เลาหเจริญยศ อายุรแพทย์โรคไต http://www.cmed.cmu.ac.th/th/knowledge-62

4.    อาหารจำกัดโซเดียมโดย นพ.ณัฐพล เลาหเจริญยศ อายุรแพทย์โรคไต http://www.cmed.cmu.ac.th/th/knowledge-61


ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphat