Knowledge


ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รหัสเอกสาร PI-IMC-133-R-00


ปวดต้นคอ



        ปัจจุบันประชาชนมักจะมีอาการปวดบริเวณต้นคอเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีสาเหตุจากการพัฒนาเทคโนโลยี การใช้คอมพิวเตอร์ การใช้โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น ผู้ใช้งานก้มคอใช้อุปกรณ์เหล่านี้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้เกิดปัญหาปวดเมื่อยบริเวณต้นคอและกล้ามเนื้อบริเวณบ่า และสาเหตุอีกอย่าง คือ ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ประชากรมีอายุเพิ่มมากขึ้น เกิดปัญหาของโรคข้อเสื่อมและหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมเพิ่มขึ้น จึงทำให้พบปัญหาอาการปวดคอเพิ่มมากขึ้น ท่านผู้อ่านคงเคยมีประสบการณ์อาการปวดบริเวณต้นคอบ้าง บางครั้งอาจจะมีอาการปวดต้นคอเวลาตื่นนอนตอนเช้า ไม่สามารถหมุนศีรษะได้ มีอาการปวดตั้งแต่บริเวณต้นคอ ท้ายทอยลงบริเวณบ่า สะบัก ปวดร้าวลงบริเวณหัวไหล่และต้นแขน อาจจะมีอาการชาร้าวลงมือร่วมด้วย บางครั้งไปนอนสระผมที่ร้านทำผม พอลุกขึ้นมาก็จะรู้สึกมีอาการปวดต้นคอ 




สาเหตุของอาการปวดคอ        

        สามารถแบ่งได้ตามช่วงอายุและอุบัติการณ์ของการเกิดอาการปวดต้นคอ ซึ่งสามารถเกิดได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีเป็นต้นไป สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้งานไม่ถูกท่า การนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานอย่างต่อเนื่อง การก้มใช้งานมือถือ ทำให้ต้องก้มคอตลอดเวลา ซึ่งส่งผลทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการเกร็งตัว ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามบริเวณต้นคอและสะบักทั้ง 2 ข้าง ในบางครั้งที่มีอาการปวดต้นคออย่างรุนแรง อาจจะเกิดเนื่องจากหมอนรองกระดูกต้นคอเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการบวมและอักเสบของเส้นประสาท นอกจากนี้ตัวหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนออกมานั้นจะมีสารที่ทำให้เกิดการอักเสบโดยตรงต่อเส้นประสาท จึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดคอร้าวลงแขนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งในบางรายอาจจะมีอาการชา และอ่อนแรงของแขนในข้างที่เส้นประสาทไปกดทับด้วย เมื่ออายุมากขึ้น ส่วนใหญ่ประมาณตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป อาการปวดคอส่วนใหญ่มักเกิดจากกระบวนการเสื่อมของหมอนรองกระดูกและการอักเสบของข้อต่อระหว่างกระดูกสันหลัง บางครั้งหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอมีการเสื่อมและเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท หรือมีกระดูกงอกจากการเสื่อมของกระดูกข้อต่อสันหลังไปกดทับเส้นประสาท 




อาการปวดบริเวณคอ

        ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดเมื่อยๆ บริเวณกระดูกและกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ ปวดร้าวลงบริเวณบ่า และสะบัก บริเวณไหล่ และข้อศอก ร่วมกับอาการชาลงไปที่มือ และนิ้ว อาจจะมีความรู้สึกปวดแปล๊บๆเหมือนไฟฟ้าช็อต วิ่งลงแขน  หันศีรษะลำบาก ไม่สามารถหันได้เหมือนปกติ เวลาจะเหลียวมองด้านข้างต้องหันไปทั้งตัว บางครั้งมีอาการปวดมากจนทำให้ไม่สามารถนอนพักได้ นอนไม่หลับ อาการปวดจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อแหงนศีรษะ หรือก้มนานๆ เนื่องจากน้ำหนักของศีรษะไปกระทำตรงบริเวณข้อต่อระหว่างกระดูกเพิ่มมากก็จะทำให้เกิดการอักเสบและช่องทางเดินประสาทแคบลง เมื่อเส้นประสาทถูกกดทับจะทำให้มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อที่เลี้ยงโดยรากประสาทนั้นๆ เช่น ไม่มีแรงกำมือ หรือกระดกข้อมือ มีอาการปวดจากท้ายทอยขึ้นไปยังศีรษะ และอาจมีอาการปวดร้าวออกเบ้าตา ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีอาการปวดมาเป็นระยะเวลานานก็ทำให้ผู้ป่วยเกิดความเครียดและกังวล กลัวว่าจะเป็นโรคร้าย เป็นมะเร็ง เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต 


        ผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้นในช่วงเดินทางนั่งบนรถ หรือนั่งเครื่องบินแล้วเผลอหลับ เวลาตื่นขึ้นมาจะมีอาการปวดต้นคอ สาเหตุอันเนื่องมาจากในขณะที่นอนหลับในท่านั่งนั้น น้ำหนักของศีรษะจะทำให้คอก้มลงมาทางด้านหน้า ซึ่งเป็นท่าที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน จึงทำให้เกิดอาการเกร็ง ตึงตัวของกล้ามเนื้อรอบๆ บริเวณลำคอ ทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อ จึงทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อรอบๆ ที่บริเวณลำคอ บ่า  




การวินิจฉัยโรค

        การวินิจฉัยโรคเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากการซักประวัติอาการปวดของผู้ป่วย ร่วมกับการตรวจร่างกายของแพทย์ ซึ่งถ้ามีอาการปวดมากแพทย์อาจส่งตรวจภาพถ่ายเอกซเรย์บริเวณกระดูกต้นคอ ซึ่งมักจะพบว่ามีการเสื่อมของหมอนรองกระดูกต้นคอ สังเกตได้จากความสูงของหมอนรองกระดูกสันหลังมีขนาดลดลง เพราะปกติหมอนรองกระดูกมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นน้ำ และเมื่อเกิดกระบวนการเสื่อมจะทำให้ปริมาณน้ำในหมอนรองกระดูกลดปริมาณลง และในบางครั้งอาจเกิดการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกชั้นในออกมากดทับเส้นประสาท นอกจากนี้อาจจะพบลักษณะของกระดูกงอกออกไปกดทับเส้นประสาทร่วมด้วย ในบางกรณีถ้าผู้ป่วยมีอาการเรื้อรัง อาการปวดไม่บรรเทาลงหลังจากการให้การรักษาที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง แพทย์ผู้ทำการรักษาอาจจะพิจารณาส่งผู้ป่วยไปตรวจด้วยภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ซึ่งจะช่วยแสดงรอยโรคได้ชัดเจนมากกว่าภาพถ่ายรังสีธรรมดา 



การป้องกันและการรักษา



        1.การปรับเปลี่ยนท่าทางและการใช้ชีวิตประจำวัน พยายามหลีกเลี่ยงการนั่งอ่านหนังสือนานๆ การก้มคอใช้โทรศัพท์มือถือ การแหงนศีรษะ เมื่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานจำเป็นต้องปรับตำแหน่งของจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา การเปลี่ยนอิริยาบถในขณะทำงานกับจอคอมพิวเตอร์นานๆ แม้กระทั่งการนอนดูโทรทัศน์นานๆ ก็อาจจะทำให้เกิดอาการปวดคอได้ ดังนั้น ควรมีการปรับท่าทางให้เหมาะสม เช่น ควรนั่งดูโทรทัศน์มากกว่าการนอน ไม่ก้มคอใช้งานโทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน    

                   

       เมื่ออายุมากขึ้น ควรจะหลีกเลี่ยงกีฬาบางประเภทเพราะอาจจะทำให้มีอาการปวดต้นคอเพิ่มมากขึ้นได้ เช่น  แบดมินตัน เพราะมักจะต้องแหงนศีรษะเวลาตีลูก ซึ่งจะทำให้ช่องทางเดินประสาทแคบลงเมื่อแหงนศีรษะ ทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทเพิ่มมากขึ้น และเกิดการอักเสบของกระดูกสันหลังบริเวณข้อต่อ ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดต้นคอมากควรหลีกเลี่ยงการนอนสระผมที่ร้านทำผม เพราะการนอนสระผมจะมีการแหงนศีรษะมากทำให้ช่องทางเดินประสาทแคบลง และทำให้กระดูกข้อต่อเกิดการอักเสบ จึงทำให้เกิดอาการปวดเพิ่มมากขึ้นได้  และไม่ควรแหงนศีรษะเป็นระยะเวลานานเพราะจะทำให้กระดูกข้อต่อสันหลังบริเวณคอเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดอาการปวดและเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ


        2. การทำกายภาพบำบัดด้วยการดึงคอ เป็นการใช้แรงดึงกระทำต่อร่างกายและกระดูกสันหลังส่วนคอ ช่วยทำให้ช่องระหว่างกระดูกสันหลังส่วนบริเวณคอกว้างขึ้น ลดการกดทับเส้นประสาท ช่วยในการยืดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังมีการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงช่วยในการบำบัดรักษา คลื่นเหนือเสียงที่มีความถี่ 20,000 รอบต่อนาที ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดความร้อนลึกเฉพาะที่ ส่งผลในการช่วยลดอักเสบ อาการปวด เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ ช่วยทำให้อาการของผู้ป่วยทุเลาลง 


        3. การรับประทานยาลดปวด ยาลดการอักเสบ ซึ่งยาจะออกฤทธิ์ในการลดปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งยาแต่ละชนิดก็ออกฤทธิ์แตกต่างกัน ก็ช่วยทำให้อาการปวด อาการชาทุเลาลงได้ ข้อควรระวังในการใช้ยาลดการอักเสบคือต้องรับประทานยาหลังอาหารทันทีเพราะอาจจะมีผลทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร และไม่ควรรับประทานต่อเนื่องนานเกิน 1 เดือน 


        4. การฉีดยาชาระงับปวดเข้าไประหว่างชั้นกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นที่อยู่ของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่มีอาการเกร็งตัว เพื่อลดการนำสื่อประสาท จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อตรงบริเวณคอ และบริเวณบ่าและกล้ามเนื้อรอบๆ สะบักคลายตัวลง ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ จะช่วยลดอาการปวดได้ดีมากโดยเฉพาะในช่วงระยะ 2 สัปดาห์หลังการฉีด 


        หลังจากฉีดยา อาการปวดจะทุเลาลงเป็นอันดับแรก ต่อมาอาการชาตามแขนและมือจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะกังวลกลัวว่าจะเกิดโรคอัมพฤกษ์อัมพาตจากอาการชา เนื่องจากโรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท ซึ่งถ้าแพทย์ซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียดและให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม ก็จะช่วยทำให้ผู้ป่วยคลายความกังวลลงไปได้ โดยทั่วไปอาการปวด ปวดชาร้าวลงแขนจะค่อยๆ ดีขึ้น ใช้ระยะเวลาประมาณ 3 – 4 เดือน ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 90 สามารถให้การรักษาด้วยวิธีการข้างต้นได้ผลเป็นอย่างดี โดยไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด สำหรับข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดกระดูกสันหลังบริเวณคอจะทำในกรณีที่ มีการกดทับของเส้นประสาทและไขสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเกร็ง ตัวแข็งเดินเกร็ง  ก้าวเดินลำบาก มีอาการอ่อนแรงของแขน และขา อุจจาระและปัสสาวะลำบากไม่สามารถควบคุมได้จึงจำเป็นต้องผ่าตัด  ถ้าผู้ป่วยมีแค่เพียงอาการปวดต้นคอ ปวดร้าวลงแขนและมือ หรือมีอาการชาร่วมด้วย เราสามารถให้การรักษาด้วยวิธีการข้างต้นได้ผลเป็นอย่างดี โดยไม่มีความจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด


        การเกิดกระดูกคอเสื่อมและการเกิดกระดูกงอกที่บริเวณข้อต่อระหว่างกระดูกนั้นเกิดจากกระบวนการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง จึงทำให้เกิดกระดูกงอกและบางครั้งทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาท ผู้ป่วยบางท่านมีความกังวลใจว่าการรับประทานแคลเซียมวันละ 1 เม็ดนั้นหรือการรับประทานแคลเซียมมาเป็นระยะเวลานาน มีผลทำให้เกิดภาวะกระดูกงอกหรือไม่ การรับประทานแคลเซียมวันละ       1 เม็ดในปริมาณประมาณ 600 มิลลิกรัมนั้น ไม่มีผลทำให้เกิดกระดูกงอกอันใดเลย เพราะสาเหตุของการเกิดกระดูกงอกตามส่วนต่างๆ ของข้อและกระดูกนั้นเกิดจากกระบวนการเสื่อมของร่างกาย ไม่เกี่ยวกับการรับประทานแคลเซียม 


ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphat