เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการบำบัดทดแทนไต Renal Replacement Therapy

นพ.ณัฐพล  เลาหเจริญยศ

อายุรแพทย์โรคไต

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-023-R-00



ภาวะที่ไตเสื่อมลงอย่างช้าๆ ต่อเนื่อง หรือมีความผิดปกติของไตเกินกว่า 3 เดือน เราเรียกภาวะดังกล่าวว่าโรคไตเรื้อรังโดยมีการแบ่งระยะของโรค ดังนี้

    ระยะที่ 1   การทำงานของไตยังคงปกติหรือมากกว่าร้อยละ 90  แต่ตรวจพบความผิดปกติของไต เช่น ปัสสาวะมีตะกอนผิดปกติ หรืออาจพบโปรตีนมากกว่าปกติในปัสสาวะ  แพทย์มักบอกว่าเริ่มตรวจพบความผิดปกติของไต 

    ระยะที่ 2   ไตทำงานเหลือร้อยละ 60-90    รียกว่า  ไตเรื้อรังระยะเริ่มต้น 

    ระยะที่ 3   ไตทำงานเหลือร้อยละ 30-60  เรียกว่า  ไตเรื้อรังระดับปานกลาง 

    ระยะที่ 4   ไตทำงานเหลือร้อยละ 15-30  เรียกว่า  ไตเรื้อรังค่อนข้างมาก

    ระยะที่ 5   ไตทำงานเหลือน้อยกว่าร้อยละ 15 เรียกว่า   ไตเรื้อรังระยะสุดท้าย 

การรักษาในช่วงแรกของโรคไตเรื้อรัง แพทย์จะให้การรักษาทางยา ร่วมกับการควบคุมอาหาร

โดยในผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรัง ระยะที่ 1 - 2 มักไม่ค่อยมีอาการ แต่เมื่อเป็นโรคมากขึ้น จนเข้าสู่ภาวะไตเรื้อรังระยะท้ายๆ โดยเฉพาะในระยะที่ 5 ผู้ป่วยจะมีอาการค่อนข้างมาก ได้แก่


         -  รู้สึกไม่สบาย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ง่วงซึม สับสน เนื่องจากมีของเสียในร่างกายมากขึ้น 

     -  มีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลียจากภาวะซีด เนื่องจากไตสร้างฮอร์โมนสร้างเม็ดเลือดแดงไม่เพียงพอ 

     -  บวมในตำแหน่งต่างๆ เช่น เปลือกตา ข้อเท้า เท้า หน้าแข้ง เนื่องจากไตกำจัดน้ำส่วนเกินออกไม่ได้ เมื่อมีน้ำสะสมในร่างกายมากขึ้น จะเกิดภาวะน้ำท่วมปอดและหายใจลำบาก

     -  ความดันโลหิตสูง ทำให้มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง อ่อนเพลีย และเป็นโรคหัวใจได้ 


การรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย จำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต ซึ่งเป็นการขับของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ 3 วิธี ได้แก่

        1. การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม

        2. การล้างไตทางหน้าท้อง

        3. การผ่าตัดปลูกถ่ายไต


การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมกับการล้างไตทางช่องท้อง แตกต่างกันอย่างไร วิธีไหนดีกว่ากัน

การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จะทำการฟอกเลือดผ่านหลอดเลือดที่เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยทำการฟอกเลือดประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ส่วนการล้างไตทางช่องท้อง ผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดเพื่อใส่สายไว้ในช่องท้อง และมีสายโผล่ออกมาจากผนังหน้าท้องไว้เป็นทางสำหรับต่อกับถุงน้ำยาเองที่บ้าน โดยเฉลี่ย 4 ครั้งต่อวัน และต้องทำทุกวัน ในกรณีที่ผู้ป่วยช่วยตัวเองไม่ได้ พยาบาลจะฝึกให้ญาติสามารถทำแทนได้

สำหรับข้อดีของการบำบัดทดแทนไตทั้งสองวิธี ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น การยอมรับวิธีการรักษาของผู้ป่วย ความพร้อมของครอบครัวและผู้ดูแล ผู้ป่วยมีโรคอื่นๆ ร่วมด้วยหรือไม่ เช่น ในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจรุนแรง การล้างไตทางช่องท้องจะเหมาะสมกว่าการฟอกเลือด ผู้ป่วยที่ขาดอาหารอย่างรุนแรง หรือเคยผ่าตัดทางช่องท้องบางชนิด ควรเลือกการรักษาด้วยเครื่องไตเทียม อย่างไรก็ตาม การรักษาทั้งสองวิธี ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องควบคุมอาหารและกินยาตามแพทย์สั่ง


ก่อนการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง

จำเป็นต้องเตรียมหลอดเลือดก่อนฟอกเลือด ซึ่งแบ่งเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่


        1.  การผ่าตัดหลอดเลือดสำหรับการฟอกเลือด โดยการใช้หลอดเลือดของผู้ป่วยเอง หรือใช้หลอดเลือดเทียมต่อเข้ากับเส้นเลือดผู้ป่วย ตำแหน่งที่ทำมักเป็นบริเวณแขน ส่วนน้อยอาจทำที่ขา หลังการผ่าตัดจะใช้หลอดเลือดทันทีไม่ได้ ต้องรอเวลาอย่างน้อย 1 - 2 เดือน เพื่อให้หลอดเลือดที่ทำการผ่าตัดมีความแข็งแรง ซึ่งในกรณีเป็นหลอดเลือดของผู้ป่วยเอง อาจนานกว่านั้น วิธีนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการมาก ซึ่งสามารถรอการฟอกเลือดจนกว่าหลอดเลือดจะแข็งแรงพอใช้ได้ ข้อดีคือ ใช้งานได้นาน เส้นอยู่ใต้ผิวหนัง อาบน้ำได้


        2.  การใส่สายฟอกเลือดเข้าในหลอดเลือดดำ ตำแหน่งในการใส่สายอาจเป็นเส้นเลือดดำที่ต้นคอ หัวไหล่หรือขาหนีบ หลังใส่สามารถใช้สายนั้นฟอกเลือดได้ทันที จึงมักใช้ในรายที่ผู้ป่วยมีอาการมาก ต้องทำการฟอกเลือดโดยไม่สามารถรอการผ่าตัดต่อหลอดเลือดได้ หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดต่อหลอดเลือด ข้อเสียคือ มีสายยื่นออกมาที่ผิวหนัง ทำให้รู้สึกรำคาญ ต้องระวังโดนน้ำ มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและอุดตันได้ง่าย และมีอายุการใช้งานของสายจำกัด ต้องทำการเปลี่ยนสายใหม่เป็นระยะ


ผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดจะหยุดฟอกได้หรือไม่

ในกรณีที่เป็นโรคไตวายเฉียบพลัน อาจหยุดฟอกได้เมื่อไตฟื้นตัวกลับมาทำงานดีขึ้น แต่ในกรณีของโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ถึงแม้ทำการฟอกเลือดจนอาการดีขึ้นมาก สามารถดำรงชีวิตได้เกือบเป็นปกติ ก็ยังจำเป็นต้องได้รับการฟอกเลือดอย่างสม่ำเสมอไปตลอด จนกว่าจะได้รับการเปลี่ยนไต หรือเปลี่ยนมาล้างไตทางหน้าท้อง เพราะถ้าหยุดฟอกเลือดผู้ป่วยจะกลับมีอาการเนื่องจากการคั่งของน้ำและของเสีย


หลังจากฟอกเลือดแล้ว ร่างกายจะแข็งแรงขึ้นเป็นปกติหรือไม่ จะมีอายุยืนยาวหรือไม่

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือด ร่างกายจะมีสุขภาพแข็งแรงดีขึ้นกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการฟอกเลือด โดยทั่วไปผู้ป่วยจะสามารถกลับไปทำงานและดำรงชีวิตได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงงานที่ใช้แรงมาก หรืองานที่มีความเสี่ยงต่อการกดทับของหลอดเลือดที่ใช้ในการฟอกเลือด ผู้ป่วยควรพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงภาวะเครียด

สำหรับความเชื่อที่ว่าเมื่อเริ่มทำการฟอกเลือดแล้ว จะอยู่ได้อีกไม่กี่ปี เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง อายุขัยของผู้ป่วยจะยืนยาวเพียงใด ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น มีโรคร่วมด้วยหรือไม่ อายุผู้ป่วยมากน้อย  เท่า ใด ผู้ป่วยปฏิบัติตามและให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการฟอกเลือดหรือไม่ เช่น การมาฟอกเลือดสม่ำเสมอ การควบคุมน้ำหนักในช่วงที่ไม่ได้ทำการฟอกเลือด เป็นต้น


ผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวไกลๆ ได้หรือไม่ 

ผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวไกลๆ ได้ แต่ต้องนำยาที่ต้องกินประจำไปด้วย ควรติดต่อห้องไตเทียมเพื่อการฟอกเลือดล่วงหน้าในสถานที่ที่จะเดินทางไป เพื่อจะได้ฟอกเลือดตามกำหนด และควรขอข้อมูลเกี่ยวกับการฟอกเลือดจากห้องไตเทียมที่ฟอกเลือดประจำ ไปให้ห้องไตเทียมใหม่ที่จะทำการฟอกเลือดด้วย