ปวงข่าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม

มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal cancer)

อ้างอิงข้อมูลจาก พญ.อาภา  เตชกานนท์

อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-039-R-00



ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

1. อายุมากกว่า 50 ปี

2. รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เส้นใยต่ำ

3. ประวัติเคยมีติ่งเนื้อหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่มาก่อน

4. ประวัติครอบครัวมีโรคติ่งเนื้อทางพันธุกรรม (Polyposis syndrome)

5. ญาติสายตรงลำดับที่ 1 เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

6. โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory bowel disease)


อาการแสดง

มะเร็งที่เกิดบริเวณส่วนต้นของลำไส้ใหญ่มักจะใช้เวลานานกว่าจะแสดงอาการ เมื่อเทียบกับมะเร็งที่บริเวณส่วนปลาย เนื่องจากเส้นผ่านศูนย์กลางของลำไส้ส่วนต้นนั้นมากกว่า ทำให้อาการจากการเกิดลำไส้อุดตันนั้นพบได้น้อย แต่มักจะมาด้วยอาการถ่ายปนเลือด หรือคลำได้ก้อนในท้อง ส่วนมะเร็งลำไส้ส่วนปลายอาจมาด้วยอาการของ สำไส้อุดตัน คือ ปวดท้องรุนแรง ปวดบิดเป็นพักๆ ท้องผูกสลับกับท้องเสีย หรือมาด้วยอาการถ่ายเป็นเลือดสด นอกจากนั้นมะเร็งของส่วนไส้ตรง จะมีอาการปวดเบ่ง หรือรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุดได้ หากมีอาการเหล่านี้ โดยเฉพาะในคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ควรต้องนึกถึงโรคนี้ด้วยเสมอ


การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่

การเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ เชื่อว่ามีการพัฒนาเป็นขั้นตอนจากเนื้อเยื่อปกติ เกิดเป็นติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่(Colonic polyps) และพัฒนาไปจนเกิดเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งในระยะเวลาประมาณ 10-15 ปี ดังนั้น การตรวจพบติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่และทำการตัดออก จะสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ร้อยละ 88-90 เทียบกับกลุ่มที่มีติ่งเนื้อแต่ไม่ได้ตัดออก และแม้จะพบเมื่อเป็นมะเร็งแล้ว หากพบในระยะเริ่มต้นก็ยังสามารถทำการรักษาได้

เนื่องจากติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการร่วมกับอุบัติการณ์ของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบค่อนข้างมาก จึงควรมีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยอายุที่ควรเริ่มคัดกรองนั้นคือมากกว่า 50 ปี


วิธีการตรวจคัดกรอง

1. การตรวจหาเลือดออกในอุจจาระ แต่เป็นวิธีที่มีความไวในการตรวจด้อยกว่าวิธีอื่น

2. การส่องกล้อง Sigmoid (Sigmoidosopy) เป็นการส่องกล้องทางทวารหนัก โดยใช้กล้องแบบอ่อน ยาว 60 เซนติเมตร ซึ่งจะดูลำไส้ส่วนปลายทางด้านซ้ายได้ แต่ดูได้ไม่ตลอดความยาวลำไส้ โดยถ้าพบติ่งเนื้อที่มีความเสี่ยงในการ กลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ แนะนำให้ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ต่อทุกราย

3. การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ถือเป็นวิธีที่มีความไวและความจำเพาะในการตรวจสูงที่สุด หากผลตรวจปกติ แนะนำให้ตรวจซ้ำทุก 10 ปี

4. การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ (CT colonography) มีความไวและความจำเพาะสูงพอสมควร โดยขึ้นกับขนาดของติ่งเนื้อ

5. การสวนแป้ง (Barium enema) มีความไวเพียงร้อยละ 48 สำหรับติ่งเนื้อขนาดมากกว่า 10 มม.

6. การตรวจค่า Carcino embryonic antigen (CEA) มีความไวต่ำ และความจำเพาะ สามารถพบค่าสูงในมะเร็งชนิดอื่น หรือโรคอื่นได้


การรักษา

หากเป็นระยะเริ่มต้น การรักษาหลักคือ การผ่าตัดและพิจารณาการให้ยาเคมีบำบัดในบางรายที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองแล้ว

หากมีการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่น ถ้าไม่สามารถผ่าตัดได้ จะรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือยากลุ่ม Targeted therapies