มะเร็งตับ

อ้างอิงข้อมูลจาก พญ.อาภา  เตชกานนท์

อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-030-R-00


        มะเร็งตับเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลกโดยพบบ่อย เป็นอันดับ 5 และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งทั้งหมด ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยอยู่ในทวีปเอเชีย เนื่องจากเป็นถิ่นระบาดของไวรัสตับอักเสบบี


        สำหรับประเทศไทย มะเร็งตับพบบ่อยอันดับ 1 ในผู้ชาย และอันดับ 3 ในผู้หญิง รองจากมะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก


ปัจจัยเสี่ยง

        ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ ภาวะตับแข็ง โดยพบว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วยมะเร็งตับ จะมีภาวะตับแข็งร่วมด้วย

        1. ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งตับบ่อยที่สุดในประเทศไทย โดยจะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป ประมาณ 100 เท่า

        2. ไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง เป็นสาเหตุที่พบรองลงไป โดยเพิ่มความเสี่ยงประมาณ 20 เท่า

        3. การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก

        4. ปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดตับแข็ง ได้แก่ ภาวะไขมันสะสมในตับ ตับอักเสบออโตอิมมูน

        5. สารอฟลาท็อกซินซึ่งสร้างจากเชื้อรา และปนเปื้อนในอาหารแห้ง ธัญพืช เมล็ดพืชต่างๆ ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของยีนในเซลล์ตับโดยตรง


อาการทางคลินิก

        ผู้ป่วยที่มีอาการ มักมีก้อนขนาดใหญ่ ซึ่งมักจะมีอาการของตับแข็งร่วมด้วย เช่น ตาเหลือง น้ำในช่องท้อง ม้ามโตบางรายมาด้วยอาการเนื่องจากตัวก้อนเอง เช่น ปวดท้องใต้ชายโครงขวาเรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด


การตรวจคัดกรองหามะเร็งตับ

        ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการตรวจคัดกรอง ได้แก่

        1. ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังที่มีลักษณะ ดังนี้

            - เพศชายชาวเอเชีย อายุมากกว่า 40 ปี

            - เพศหญิงชาวเอเชีย อายุมากกว่า 50 ปี

            - ชาวแอฟริกัน อายุมากกว่า 20 ปี

            - มีตับแข็ง

            - ประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ


        2. ผู้ป่วยตับแข็งจากสาเหตุต่างๆ

            - ไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง

            - แอลกอฮอล์

            - Genetic hemochromatosis

            - Primary biliary cirrhosis


        โดยควรได้รับการตรวจคัดกรองด้วยอัลตราซาวนด์ช่องท้อง ซึ่งมีความไวร้อยละ 65-85 และความจำเพาะมากกว่าร้อยละ 90 สำหรับการวัดระดับสารก่อมะเร็งในเลือด alphafeloprotein (AEP) นั้นมีความแม่นยำน้อยกว่าระยะเวลาในการตรวจเฝ้าระวัง แนะนำให้ตรวจทุก 6 เดือน


การวินิจฉัย

การตรวจภาพรังสีวินิจฉัย เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์และการตรวจคลื่นแม่เหล็ก ส่วนการตรวจทางพยาธิวิทยานั้น จะใช้ในรายที่ภาพรังสีวินิจฉัยไม่ชัดเจน


การรักษา

การรักษามีหลายวิธีโดยจะเลือกวิธีใดนั้นขึ้นกับระยะของโรค

1. การผ่าตัดก้อนเนื้อในตับ

2. การผ่าตัดปลูกถ่ายตับ

3. การรักษาด้วยการจี้ทำลาย

    - การฉีดแอลกอฮอล์ความเข้มสูง เข้าทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง

    - จี้ทำลายก้อนเนื้องอกด้วยความร้อน โดยใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูง

4. การฉีดสารบางอย่างเข้าไปอุดแขนงของหลอดเลือดที่เข้าไปเลี้ยงก้อนเนื้องอก

5. Molecular therapy


การป้องกัน

        การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะตับแข็ง เช่น การดื่มสุรา การใช้ยาเสพติดฉีดเข้าเส้น การสัก การใช้ของมีคม เช่น ใบมีดโกน กรรไกรตัดเล็บร่วมกับผู้อื่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน รวมทั้งควรเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

        ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว เช่น มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี การได้รับยาต้านไวรัสอาจลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับ ยกเว้นในผู้ที่มีตับแข็งเกิดขึ้นแล้ว