ปวดท้องโรคกระเพาะอาหาร Dyspepsia

อ้างอิงข้อมูลจาก พญ.อาภา  เตชกานนท์

อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-040-R-00

     


Dyspepsia คือ อาการปวดท้องหรือไม่สบายท้อง ที่สันนิษฐานว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โดยอาการเหล่านี้ ได้แก่

        1.  ปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ (Epigastric pain)
        2.  แสบร้อนท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ (Epigastric Burning) โดยไม่ร้าวขึ้นไปบริเวณหน้าอก
        3.  แน่นหรืออึดอัดท้องหลังมื้ออาหาร (Post-prandial fullness) คือ ความรู้สึกไม่สบายเหมือนกับว่าอาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานผิดปกติ
        4.  อิ่มเร็วกว่าปกติ (Early satiation)
   
        ผู้ป่วย Dyspepsia บางรายอาจจะมีอาการเรอหรือคลื่นไส้อาเจียนได้ บางรายอาจจะมีแสบร้อนหน้าอกหรือเรอเปรี้ยวได้นานๆ ครั้ง แต่ไม่ใช่อาการเด่น หากมีอาการแสบร้อนหน้าอกหรือน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารวิ่งขึ้นมาที่ลำคอเป็นอาการเด่น จะเป็นภาวะกรดไหลย้อน

กลไกการเกิดโรค
        1. Delay gastric emptying time คือ ระยะเวลาที่ใช้ในการบีบตัวของกระเพาะอาหารเพื่อดันอาหารลงสู่ลำไส้เล็กนานกว่าปกติ
        2. Impaired gastric accommodation คือ การคลายตัวของกระเพาะอาหารส่วนต้นหลังรับประทานอาหารทำได้น้อยกว่าปกติ  จึงทำให้แรงดันในกระเพาะอาหารสูงขึ้น และไปกระตุ้นตัวรับความรู้สึกบริเวณผนังกระเพาะอาหารทำเกิดอาการ
        3. Hypersensitivity to gastric distention คือ การรับรู้ความรู้สึกของกระเพาะอาหารที่ไวกว่าคนปกติ

ผู้ป่วยรายใดบ้างที่ควรได้รับการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น
     1.  มีสัญญาณอันตราย ได้แก่
          - กลืนลำบาก
          - มีประวัติอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระสีดำ หรือมีภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก
          - น้ำหนักลดโดยไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้
          - อาเจียนต่อเนื่อง
     2.  อายุเมื่อเริ่มมีอาการมากกว่า 55 ปีขึ้นไป และไม่มีประวัติให้สงสัยว่ายาหรืออาหารอาจเป็นสาเหตุ เนื่องจากอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารจะสูงขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น
     3.  ผู้ป่วยอายุน้อยที่ไม่มีสัญญาณอันตราย แต่อาการไม่ดีขึ้นหรือกลับเป็นซ้ำบ่อยๆ หลังได้รับการรักษาด้วยยาแบบครอบคลุม ควรพิจารณารับการส่องกล้อง

ยาที่ทำให้เกิดอาการ Dyspepsia
        -  ยาแก้ปวด NSAIDS และ Aspirin
        -  ยาปฏิชีวนะได้แก่ Penicillin, Sulfonamide, Macrolide, Doxycycline, Tetracycline
        -  ยาประเภทฮอร์โมน ได้แก่ Insulin, ยากินเพื่อลดระดับน้ำตาล, estrogen, corticosteroid
        -  ยาที่มีฤทธิ์ต่อหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ Digoxin, Calcium channel blocker
        -  โปแตสเซี่ยม
        -  ยาที่มีผลต่อกล้ามเนื้อและกระดูก ได้แก่ Alendronate
        -  ยาขยายหลอดลม ได้แก่ Theophylline

คำแนะนำการปฏิบัติตัว
        1.  หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่ทำให้อาการกำเริบ เช่น อาหารเผ็ด รสจัด ของหมักดอง น้ำอัดลม กาแฟ โกโก้และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
        2.  งดหรือลดการสูบบุหรี่
        3.  ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
        4.  หลีกเลี่ยงการใส่กางเกง กระโปรง หรือคาดเข็มขัดที่รัดแน่นเกินไป
        5.  ไม่ควรเข้านอนทันทีหลังกินอาหารอิ่มใหม่ๆ ควรรออย่างน้อย 2 – 3 ชั่วโมง
        6.  ออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ 20-40 นาทีต่อครั้ง 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ และไม่ควรออกกำลังกายทันทีหลังกินอาหาร


การให้ยาแบบครอบคลุม (Empyrical treatment)
        ผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 55 ปี ไม่มีสัญญาณอันตราย อาการไม่ได้เกิดจากยาใดๆ และอาการไม่ดีขึ้นหลังได้รับคำแนะนำเรื่องอาหารและการปฏิบัติตัว อาจพิจารณาให้ยาแบบครอบคลุม ได้แก่

        1.  ยาที่ออกฤทธิ์ลดการหลั่งกรด โดยเลือกใช้หากมีอาการปวดท้อง (Epigastric pain) หรือแสบท้อง (Epigastric burning) เป็นอาการเด่น

        2.  ยากลุ่ม Prokinetic โดยเลือกใช้หากมีอาการแน่นหลังกินอาหาร (Post-prandial fullness) หรืออาการอิ่มเร็ว (Early satiation) เป็นอาการเด่น

        หากไม่ตอบสนองต่อยากลุ่มแรกหลังได้ยาเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ พิจารณาเปลี่ยนเป็นยาอีกกลุ่มหนึ่งได้  

        กรณีที่ผู้ป่วยมีทั้งอาการปวดหรือแสบและแน่นท้องรุนแรงใกล้เคียงกัน อาจพิจารณาให้ยาทั้งสองกลุ่มร่วมกันได้



Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter