ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์

เอกสารประกอบ  

.พญ.สายพิณ  พงษธา

รหัสเอกสาร PI-IMC-153-R-00


ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์

ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ หมายถึง กลุ่มความผิดปกติซึ่งประกอบด้วยความดันโลหิตสูงเป็นหลัก อาจตรวจพบก่อนหรือขณะตั้งครรภ์ อาจพบร่วมกับการบวมหรือตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ถ้ามีอาการรุนแรงอาจมีอาการชักหมดสติ ในอดีตเรียกภาวะความดันโลหิตสูงในระยะตั้งครรภ์ว่า ภาวะครรภ์เป็นพิษ


การวินิจฉัยจากอาการและอาการแสดง 

1. ความดันโลหิตมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท อาจมีอาการปวดศีรษะ ตาพร่ามัว จุก แน่นลิ้นปี่

2. มีอาการบวมแบบทันทีทันใดบริเวณใบหน้ามือขาและเท้า โดยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 

3. ตรวจพบไข่ขาวหรือโปรตีนในปัสสาวะ


สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

    สาเหตุที่แท้จริงยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่มีหลายปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดภาวะดังกล่าว ได้แก่ 

       1. อายุของหญิงตั้งครรภ์: มักพบมากขึ้นในผู้ที่มีอายุน้อยหรือมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือมากกว่า 35 ปี 

       2. กรรมพันธุ์ : สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ 

       3. ผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำ จะพบได้สูงกว่าผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจสูง

       4. การขาดสารอาหาร เช่น แคลเซียม 

       5. จำนวนครั้งของการตั้งครรภ์ มักพบในมารดาที่เคยตั้งครรภ์มาแล้วหลายครั้ง 

       6. หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานหรือโรคไต นอกจากนี้ยังมักพบในรายที่เป็นครรภ์แฝดครรภ์ไข่ปลาอุกและทารกบวมน้ำ 


ผลต่อมารดาและทารก

ผลต่อมารดา 

    1. อันตรายจากภาวะชัก อาจทำให้หญิงตั้งครรภ์เสียชีวิต 

    2. ภาวะหัวใจทำงานล้มเหลว 

    3. เสียเลือดและเกิดภาวะช็อกจากรกลอกตัวก่อนกำหนด ตกเลือดหลังคลอด ซึ่งเป็นผลจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำและการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ 

    4. ภาวะไตวายเฉียบพลัน 

    5. มีโอกาสกลับเป็นซ้ำใหม่ในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป

ผลต่อทารก 

    1. ทารกในครรภ์เสียชีวิต 

    2. คลอดก่อนกำหนด 

    3. ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ 

    4. ทารกที่คลอดออกมาอาจมีภาวะแทรกซ้อน จากการคลอดก่อนกำหนด


การปฏิบัติตัวของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง 

    1. สังเกตอาการสำคัญต่างๆ ได้แก่ การสังเกตอาการบวมบริเวณใบหน้ามือขาและเท้า ปัสสาวะออกน้อยลงคลื่นไส้ อาเจียน มีเลือดออกตามไรฟัน การรับรู้วัน เวลา สถานที่ลดลง และอาการสำคัญที่นำไปสู่การชัก คืออาการปวดศีรษะ ตาพร่ามัว เห็นภาพไม่ชัด ปวดบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือเจ็บชายโครงขวา หากพบอาการดังกล่าวควรไปโรงพยาบาลทันที ไม่ต้องรอถึงวันนัด 

    2. สังเกตการดิ้นของทารกในครรภ์ ถ้าดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้งภายใน 4 ชั่วโมง ควรไปตรวจที่โรงพยาบาลทันที

    3. ควรนอนพักมากๆ ในท่านอนตะแคงซ้าย เพื่อส่งเสริมให้เลือดไปเลี้ยงมดลูกและรกมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความดันโลหิตทำให้เลือดไปเลี้ยงไตมากขึ้น 

    4. ควรชั่งน้ำหนักทุกวันในเวลาเดียวกัน ตอนเช้าหลังตื่นนอนก่อนรับประทานอาหาร ปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนชั่งน้ำหนัก เพื่อให้ได้ค่าที่เชื่อถือได้ ถ้าน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรไปตรวจเพื่อรับการรักษาโรงพยาบาลทันที 

    5. การรับประทานอาหาร 

       - ควรลดอาหารเค็ม

       - เพิ่มอาหารประเภทโปรตีนและแคลเซียม ได้แก่ เนื้อสัตว์ ผักใบเขียว 

       - ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ 

       - หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่

       - รับประทานอาหารที่มีกากใยเพื่อป้องกันท้องผูก

    6. สังเกตการหดรัดตัวของมดลูก (อาการท้องแข็ง) ถ้ามดลูกหดรัดตัวอย่างน้อย 1 ครั้งใน 10 นาที และมาสม่ำเสมอ และแต่ละครั้งหดรัดตัวนาน 30 วินาที แสดงถึงอาการของการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ควรไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล 

    7. พักผ่อนให้เพียงพอ โดยพักผ่อนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดควรนอนพักในเวลากลางวันอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง และควรผ่อนคลายความเครียด 

    8. การออกกำลังกายควรเป็นแบบง่ายๆ ได้แก่ การหมุนข้อมือข้อเท้า การผ่อนคลายกล้ามเนื้อแขนขา เพื่อให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ส่งเสริมการขับถ่ายให้เป็นปกติและช่วยให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใสขึ้น 

    9. มาตรวจตามนัดสม่ำเสมอเพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด

------------------------------------------------------------

สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• Call center : 0-5393-6900-1
• LINE Official : https://lin.ee/h3Wxyp3
• Facebook : https://bit.ly/2Kid6X9
• Youtube : https://bit.ly/3anQsH6
• Twitter : https://bit.ly/3eACDJ2
• Instagram: https://bit.ly/2VnrTGo
• Blockdit : https://bit.ly/2VqvL9D
• Website: http://sriphat.med.cmu.ac.th

หรือเพิ่มเพื่อนใน LINE ด้วยคิวอาร์โค้ด