อุปกรณ์ช่วยในการระบายเสมหะ Vibratory positive expiratory pressure

เอกสารประกอบ  

พญ.ชนัดดา วงศ์เอกชูตระกูล
ทีมเวชศาสตร์ฟื้นฟู ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รหัสเอกสาร PI-IMC-144-R-00

 

       ผู้ป่วยที่ไม่มีแรงไอมากพอหรือมีปัญหาในการขับเสมหะ เช่น ผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง ผู้ป่วยโรคซิสติกไฟโบรซิส(Cystic fibrosis) หรือผู้ป่วยปอดติดเชื้อที่มีเสมหะปริมาณมาก แพทย์อาจแนะนำให้ใช้อุปกรณ์ช่วยในการระบายเสมหะที่เรียกว่า Vibratory positive expiratory pressure

       อุปกรณ์ชิ้นนี้จะช่วยทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนของลมหายใจในขณะที่ผู้ป่วยหายใจออก ทำให้เสมหะในทางเดินหายใจหลุดร่อนออกได้ง่ายขึ้น และยังช่วยถ่างขยายหลอดลมไม่ให้หลอดลมตีบในขณะหายใจออก ทำให้เพิ่มการระบายอากาศในถุงลมและช่วยให้ถุงลมที่แฟบขยายตัวได้อีกด้วย

      

ข้อห้าม/ข้อควรระวัง

1.  ผู้ป่วยที่เหนื่อยง่าย หรือยังหายใจเหนื่อยอยู่ เช่น ผู้ป่วยหอบหืดระยะกำเริบ

2.  ผู้ป่วยที่สงสัยเยื่อแก้วหูขาด หรือรอยโรคในหูชั้นกลาง

3.  ผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการผ่าตัดสมองและมีความดันในกะโหลกศีรษะมากกว่า 20 มิลลิเมตรปรอท

4.  ผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการผ่าตัด หรือได้รับบาดเจ็บที่บริเวณใบหน้า ช่องปาก

5.  ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหลอดอาหาร

6.  มีเลือดออกในปอด

7.  ผู้ป่วยที่มีลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอดที่ยังไม่ได้รับการรักษา

 

วิธีการใช้

1.ต่ออุปกรณ์


2.ตั้งค่าตัวปรับแรงต้านที่ปลายของอุปกรณ์ โดยเริ่มจากการหมุนทวนเข็มนาฬิกา หมุนจนสุดจะเป็นแรงต้านที่ต่ำที่สุดของอุปกรณ์


3. ให้ผู้ป่วยนั่งอยู่ในท่าสบาย ใช้ปากครอบบริเวณปลายท่อให้แน่น (ระวังอย่าให้ลมรั่วออกทางมุมปาก)

4. หายใจเข้าให้ลึกกว่าปกติเล็กน้อย แต่ไม่ควรหายใจเข้าจนสุด หลังจากนั้นกลั้นลมหายใจไว้ 2 วินาทีแล้วเป่าลมหายใจออกผ่านอุปกรณ์ พยายามเป่าลมหายใจออกด้วยความแรงปานกลาง ให้ลมหายใจออกยาวอย่างน้อย 3-4 วินาที(ช่วงเวลาหายใจออกจะเป็นช่วงที่อุปกรณ์ส่งแรงสั่นสะเทือนทำให้เสมหะหลุดร่อนออกจากทางเดินหายใจ หากช่วงเวลาหายใจออกนี้สั้นเกินไป จะทำให้ระบายเสมหะได้ไม่ดีพอ)

5. หากผู้ป่วยไม่สามารถเป่าลมหายใจออกผ่านอุปกรณ์ได้ถึง 3-4 วินาที ขอให้ปรับการตั้งค่าแรงต้านที่ปลายอุปกรณ์โดยค่อยๆ ปรับหมุนตามเข็มนาฬิกา เพื่อเพิ่มแรงต้านของอุปกรณ์ (แรงต้านที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ผู้ป่วยหายใจออกได้ยาวมากขึ้น) ค่อยๆ ปรับหาแรงต้านของอุปกรณ์ที่เหมาะสมที่ทำให้ผู้ป่วยหายใจออกได้ประมาณ 3-4 วินาที หรือหายใจออกยาวเป็น 3-4 เท่าของลมหายใจเข้า หากยังไม่สามารถทำได้อาจพิจารณาเปลี่ยนรุ่นอุปกรณ์

6. หายใจเข้าและออกผ่านอุปกรณ์เช่นนี้ 10 ถึง 20 ครั้ง หลังจากนั้นคลายปากออกจากอุปกรณ์และทำการหายใจออกแบบพ่นลม (Huffing) หรือไอเพื่อขับเสมหะออกมา และสามารถทำซ้ำได้ทุกๆ 1-6 ชั่วโมง

 

วิธีทำความสะอาด
-
ถอดชิ้นส่วน นำไปแช่ในน้ำร้อน 5-10 นาที แล้วนำมาตากให้แห้ง หรือ

- แช่ในแอลกอฮอล์ 70% เวลา 5 นาที แล้วนำมาตากให้แห้ง

ข้อสังเกต การเลือกรุ่นอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย หากใช้อุปกรณ์ยี่ห้อ Acapella ®

รุ่น DH (สีเขียว) จะเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่หายใจออกได้นานเกิน 3 วินาที
ส่วนรุ่น DM
(สีฟ้า) จะเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่หายใจออกได้สั้นกว่า 3 วินาที

------------------------------------------------------------

สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• Call center : 0-5393-6900-1
• LINE Official : https://lin.ee/h3Wxyp3
• Facebook : https://bit.ly/2Kid6X9
• Youtube : https://bit.ly/3anQsH6
• Twitter : https://bit.ly/3eACDJ2
• Instagram: https://bit.ly/2VnrTGo
• Blockdit : https://bit.ly/2VqvL9D
• Website: http://sriphat.med.cmu.ac.th

หรือเพิ่มเพื่อนใน LINE ด้วยคิวอาร์โค้ด