สถานการณ์โรคโควิด-19 ปัจจุบัน และคำแนะนำการปฏิบัติตัว

เอกสารประกอบ  

พญ.ณัฐิณี ลักษณานันท์

อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ

รหัสเอกสาร PI-IMC-146-R-00


บทนำ

โรคโควิด-19 (COVID-19) หรือโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่กำลังแพร่ระบาดในขณะนี้ถูกตรวจพบครั้งแรกในเดือนธันวาคม พ..2562 ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยพบว่ามีความสัมพันธ์กับตลาดอาหารทะเล และสงสัยว่าเกิดจากการติดต่อจากสัตว์มาสู่คน เนื่องจากมีการตรวจพบเชื้อนี้ในค้างคาวและตัวนิ่มหรือลิ่น  (Pangolin) โดยพบว่าไวรัสก่อโรคนี้เป็นไวรัสโคโรน่าชนิดหนึ่ง อยู่ในสกุลเดียวกับไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัด รวมถึงโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือซาร์ส(SARS: Severe acute respiratory syndrome) และโรคทางเดินหายใจ    ตะวันออกกลางหรือโรคเมอร์ส (MERS: Middle East respiratory syndrome) ที่เคยแพร่ระบาดในอดีต ในระยะแรกเรียกเชื้อไวรัสนี้ว่า SARS-CoV-2 ภายหลังจึงเรียกโรคที่เกิดจากเชื้อนี้ว่าโรคโควิด-19 (COVID-19: coronavirus disease 2019) โดยพบมีการระบาดจากคนสู่คน กระจายไปหลายประเทศ จนกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ที่กระจายวงกว้างไปทั่วโลก (Pandemic) รวมจำนวนผู้ติดเชื้อหลายล้านราย และเสียชีวิตหลักแสนราย

การติดต่อ

ผ่านทางฝอยละออง (Droplet) และการสัมผัส (Contact) โดยเฉพาะสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ อาจมีการติดต่อผ่านทางอากาศ (Airborne) ได้ในบางสถานการณ์และบางหัตถการ เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ การปั๊มหัวใจผายปอดกู้ชีพ เป็นต้น

ระยะฟักตัวของโรค

        ส่วนใหญ่มีระยะฟักตัว 3-6 วัน (เฉลี่ย 5 วัน) แต่อาจยาวนานได้ถึง 14 วัน ตั้งแต่ผู้ป่วยได้รับเชื้อแล้วจึงเริ่มแสดงอาการ จึงมีคำแนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงติดโรคกักตัวเองเพื่อสังเกตอาการจนครบระยะเวลา 14 วัน

ความรุนแรงของโรค

        ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ส่วนใหญ่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง (80%) ส่วนอาการรุนแรง (14%) และหนักหรือวิกฤต (6%) พบได้ค่อนข้างน้อย ผู้ติดเชื้อบางส่วนอาจไม่แสดงอาการของโรคเลยตลอดระยะเวลาที่ติดเชื้อ เนื่องจากโรคไม่ได้มีความรุนแรงมากนี้ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติและทำให้เกิดแพร่กระจายโรคได้ในวงกว้าง และเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว

อัตราการเสียชีวิต

        อยู่ที่ 6% ซึ่งสูงกว่าไข้หวัดใหญ่ (<0.1%) แต่น้อยกว่าโรคซาร์ส (10%) และโรคเมอร์ส (34%)

 กลุ่มเสี่ยงที่จะมีโรครุนแรงหรือเสียชีวิต

        ผู้ที่มีอายุมาก (มากกว่า 50-60 ปีขึ้นไป) มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตวายเรื้อรัง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง รวมถึงการสูบบุหรี่ และภาวะอ้วน (ดัชนีมวลกาย: BMI >28 kg/m2)

อาการที่พบบ่อย

        ไข้ (88%) และอาการทางเดินหายใจคือ ไอแห้ง (68%) พบได้มากกว่ามีเสมหะ (33%) หายใจเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก (19%) เจ็บคอ (14%) ร่วมกับรู้สึกอ่อนเพลียไม่มีแรง (38%) ปวดเมื่อยตัว ปวดศีรษะ ส่วนอาการคัดจมูกน้ำมูกไหลและอาการทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว พบได้น้อยมาก แต่อาจพบการรับรู้กลิ่นลดลงได้ ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจพบภาวะแทรกซ้อนทางปอด หัวใจ และไตตามมาได้ในระยะหลังของโรค

การวินิจฉัย

การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรนาด้วยวิธี rRT-PCR มีความไวและความจำเพาะในการตรวจหาโรคสูงที่สุดนับเป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยมาตรฐานที่สามารถตรวจพบเชื้อได้ตั้งแต่ระยะแรก โดยทำการตรวจหาเชื้อจากสารคัดหลั่งที่ป้ายเก็บจากบริเวณโพรงหลังจมูกและคอ หรือตรวจจากเสมหะในรายที่มีปอดติดเชื้อ ประเมินร่วมกับประวัติเสี่ยง อาการที่เข้าได้ และภาพถ่ายทางรังสีในรายที่จำเป็น

การรักษา

ประกอบด้วยการรักษาประคับประคองตามอาการเป็นสำคัญ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง ร่วมกับการให้ยาต้านไวรัส (Lopinavir/ritonavir, Darunavir/ritonavir) ยา Chloroquine หรือ Hydroxychloroquine และยา Favipiravir ตามกลุ่มอาการและข้อบ่งชี้ โดยยึดตามแนวทางการดูแลรักษาของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข


ใครที่ควรได้รับการตรวจหาโรคโควิด-19

หากมีอาการเข้าข่ายผู้ป่วยต้องสงสัยโรค (PUI: patient under investigation) ได้แก่ มีไข้ตั้งแต่ 37.5 °C ขึ้นไป ร่วมกับอาการทางเดินหายใจ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ หรือหายใจลำบาก ข้อใดข้อหนึ่ง และมีประวัติเสี่ยง 1 ใน 4 ข้อ ดังนี้ คือ1) มีประวัติเดินทางไปยังหรือมาจาก หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่เกิดโรคระบาดต่อเนื่อง, 2) สัมผัสผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด-19 โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม, 3) ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว สถานที่แออัด หรือติดต่อกับคนจำนวนมาก หรือ 4) มีประวัติไปสถานที่ชุมชนหรือมีการรวมกลุ่มคน เช่น ตลาดนัด ห้างสรรพสินค้า ขนส่งสาธารณะ เป็นต้น แนะนำให้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยโรค และตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่โรงพยาบาลทั่วประเทศได้ตามสิทธิ์การรักษา โดยสวมใส่หน้ากากอนามัย ไปติดต่อที่จุดคัดกรองโรคของโรงพยาบาล แจ้งอาการและความเสี่ยงให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที และเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อเพิ่มเติมอีกด้วย

หากมีประวัติความเสี่ยงการติดเชื้อแต่ยังไม่มีอาการผิดปกติ ควรทำอย่างไร

หากเพิ่งมีความเสี่ยงการติดเชื้อ เช่น เดินทางกลับจากต่างประเทศหรือจังหวัดที่มีการระบาด ยังมีโอกาสที่จะอยู่ในระยะฟักตัวของโรคได้ แนะนำให้กักตนเองอยู่บ้าน (self-quarantine) จนครบเป็นระยะเวลา 14 วันหลังความเสี่ยงครั้งสุดท้าย เพื่อสังเกตอาการและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ หากมีอาการที่เข้าข่ายผู้ป่วยต้องสงสัยโรคข้างต้น แนะนำให้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่โรงพยาบาล

ระหว่างกักตัวควรปฏิบัติตัว ดังนี้

1.   แยกตนเองจากสมาชิกในครอบครัว แยกห้องนอน ห้องน้ำ และของใช้ส่วนตัว เช่น จานชาม ช้อนส้อม ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า หากแยกห้องน้ำไม่ได้ให้ใช้ห้องน้ำเป็นคนสุดท้ายและทำความสะอาด ปิดฝาชักโครกก่อนกดชักโครกและล้างมือทุกครั้ง ส่วนเสื้อผ้าให้แยกซักต่างหากในผงซักฟอกหรือซักในน้ำร้อน 60-90 °C

2.   หากมีความจำเป็นต้องพบปะผู้อื่นให้ใส่หน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย 1-2 เมตรเสมอเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อผ่านทางฝอยละออง

3.   ทานร้อน เน้นอาหารสุก สะอาด ใช้ภาชนะและสำรับส่วนตัว ใช้ช้อนตนเอง

4.   ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือแอลกอฮอล์เจลที่มีความเข้มข้น 70% Ethanol ขึ้นไป

5.   หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสบริเวณใบหน้า ตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น

6.   ทำความสะอาดบริเวณที่มีการสัมผัสร่วมกันบ่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น ราวบันได ชักโครก สวิตช์ไฟ เป็นต้น

7.   หากมีอาการไอจาม ให้ปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชูใช้แล้วทิ้ง และล้างมือ

คำแนะนำสำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่มีความเสี่ยงและไม่มีอาการผิดปกติ

เนื่องจากปัจจุบันโรคโควิด-19 ยังมีการระบาดอย่างต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง ทั้งภายในประเทศและทั่วโลก ทั้งนี้เพื่อป้องกันการติดเชื้อสู่ตนเอง และแพร่กระจายเชื้อให้คนในครอบครัวและสังคมโดยไม่รู้ตัว แนะนำให้คนไทยทุกคนดำเนินชีวิตอยู่บนความตระหนัก แต่ไม่ตระหนก พึงระมัดระวังไว้เสมอว่าคนรอบตัวอาจมีการติดเชื้อโควิด-19 อยู่โดยที่ไม่รู้ตัว หรือไม่แสดงอาการมากนัก แต่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ และสิ่งแวดล้อมรอบตัวอาจมีเชื้อโควิด-19 ซ่อนอยู่ จึงควรปฏิบัติตามหลักการเว้นระยะห่างทางสังคม(social distancing) ทำได้โดย

1.   เว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย 1-2 เมตรเสมอ

2.   งดการรวมตัว การไปที่ชุมนุมชน หรือสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่ดี รวมถึงการใช้ขนส่งสาธารณะ

3.   Work from home (WFH) หากทำได้ และใช้บริการออนไลน์มากขึ้นเพื่อลดการสัมผัส

4.   แยกสำรับอาหารรับประทานคนเดียว ทานร้อน ช้อนตนเอง

5.   ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือแอลกอฮอล์เจล และสวมใส่หน้ากากอนามัยในที่ชุมชนหรือต้องพบปะผู้อื่น

6.   เลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่มีการสัมผัสร่วมกันบ่อยๆ เช่น ราวบันได ปุ่มกดลิฟต์ ปุ่มตู้ ATM ลูกบิดประตู สวิตช์ไฟ หรือห้องน้ำ หากสัมผัสต้องล้างมือเสมอ

หากคนไทยทุกคนช่วยกันดูแลตนเอง ป้องกันตนเองและคนรอบข้างจากโรคเท่าที่ทำได้ เราจะสามารถชะลอการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศได้ ช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ ให้เวลาระบบสาธารณสุขไทยได้ตั้งรับทันและได้มีโอกาสดูแลรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอยู่อย่างเต็มที่ จะช่วยลดความเจ็บป่วยและการเสียชีวิตได้ จนกว่าการระบาดของโรคจะหมดไปหรือสามารถควบคุมโรคได้ในที่สุด

------------------------------------------------------------

สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• Call center : 0-5393-6900-1
• LINE Official : https://lin.ee/h3Wxyp3
• Facebook : https://bit.ly/2Kid6X9
• Youtube : https://bit.ly/3anQsH6
• Twitter : https://bit.ly/3eACDJ2
• Instagram: https://bit.ly/2VnrTGo
• Blockdit : https://bit.ly/2VqvL9D
• Website: http://sriphat.med.cmu.ac.th

หรือเพิ่มเพื่อนใน LINE ด้วยคิวอาร์โค้ด