โรคหัด โรคคางทูม และโรคหัดเยอรมัน

เอกสารประกอบ  

นพ.ทัศนัย  วนรัตน์วิจิตร

กุมารแพทย์

รหัสเอกสาร PI-IMC-089-R-00

 

โรคหัด

โรคคางทูม 

โรคหัดเยอรมัน 

เป็นเชื้อไวรัสก่อให้เกิดอาการไข้ ไอ มีน้ำมูก และตาแดง มีน้ำตาไหล โดยส่วนใหญ่มักตามด้วยผื่นทั่วตัว 


เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดอาการไข้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อยล้า เบื่ออาหาร และ ต่อมน้ำลายหลังใบหูข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างบวม กดแล้วเจ็บ


เป็นเชื้อไวรัสที่ให้เกิดอาการไข้ เจ็บคอ มีผื่น ปวดหัว และระคายเคืองตา และก่อให้เกิดอาการปวดข้อพบครึ่งหนึ่งของกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นสตรีและวัยรุ่น หากได้รับเชื้อหัดเยอรมัน ขณะตั้งครรภ์ อาจแท้งหรือบุตรที่คลอดออกมาอาจมีความพิการแต่กำเนิด 


การป้องกันโรคหัด โรคคางทูม และโรคหัดเยอรมัน ( Measles Mumps and  Rubella )


การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค

1. ควรสวมผ้าปิดจมูกและปาก เวลาไอหรือจาม

2. ล้างมือบ่อยๆ ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค


การให้วัคซีนป้องกันโรคหัด โรคคางทูม และโรคหัดเยอรมัน (Measles Mumps and  Rubellavaccine: MMR vaccine)

ในเด็ก ควรได้รับวัคซีน MMR 2 ครั้ง ได้แก่:


1. ครั้งแรก: เมื่ออายุ 9-12 เดือน ครั้งที่สอง: เมื่ออายุ 2 ถึง 4 ปี (ตามแผนฯ ของกระทรวงสาธารณสุข ให้ที่ 2 ½ ปี) ในพื้นที่ที่มีการรายงานโรคหัดน้อยอาจฉีดเข็มแรกที่อายุ 12 เดือน และครั้งที่ 2 ที่อายุ 2-4 ปี 


2. ในกรณีที่มีการระบาดหรือสัมผัสโรค ควรเริ่มฉีดวัคซีนและฉีดให้ครบโดยเร็ว ดังนี้ 

-สามารถฉีดเข็มแรกที่อายุ 6-9 เดือน และฉีดซ้ำเข็มที่ 2 ที่อายุ 12 เดือนและเข็มที่ 3 ที่อายุ 2-4 ปี 

-ถ้าเริ่มฉีดเข็มแรกตั้งแต่อายุ 9-12 เดือน ให้ฉีดเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน ได้ 2 เข็มถือว่าฉีดครบ

-ถ้าฉีดเข็มแรกหลังอายุ 12 เดือน ให้ฉีดเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 1 เดือน ได้รับ 2 เข็มถือว่าฉีดครบ

3. ในกรณีที่ต้องควบคุมการแพร่ระบาดของหัด อาจใช้วัคซีนหัด หัดเยอรมัน  (MR) แทนได้ในเด็กที่อายุมากกว่า 4 ปี และผู้ใหญ่


ในผู้ใหญ่ แนะนำต้องได้รับวัคซีน MMR 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน

ประสิทธิภาพหลังการได้รับวัคซีน MMR : หากได้รับเมื่ออายุ 9 เดือน จะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคหัด โรคคางทูม และโรคหัดเยอรมัน ร้อยละ 85-95,63-95 ,96-99 ตามลำดับ ส่วนโรคหัด หากได้รับเมื่ออายุ 12 เดือนและ 15 เดือน จะมีภูมิคุ้มกันร้อยละ 95 และ 98 ตามลำดับ 


ข้อห้ามในการรับวัคซีน โรคหัด โรคคางทูม และโรคหัดเยอรมัน

1. มีอาการแพ้ร้ายแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิต บุคคลที่เคยมีอาการแพ้ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตหลังจากได้รับวัคซีน MMR หนึ่งครั้ง หรือมีอาการแพ้ร้ายแรงต่อส่วนใดส่วนหนึ่งของวัคซีนนี้ อาจได้รับคำแนะนำให้ไม่รับวัคซีน 

2. ตั้งครรภ์ หรือคิดว่าตัวเองอาจตั้งครรภ์ สตรีมีครรภ์ควรรอรับวัคซีน MMR จนกว่าหลังจากที่ไม่ตั้งครรภ์ หรือควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือนหลังจากรับวัคซีน MMR

3. มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น มะเร็งที่รับการรักษาฉายแสง และ เคมีบำบัด หรือ เอชไอวี/เอดส์ 

4. มีบิดามารดา พี่น้อง ที่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน

5. เคยมีภาวะโรคที่ทำให้ฟกช้ำ หรือเลือดออกได้ง่าย

6. การถ่ายเลือด หรือได้รับผลิตภัณฑ์เลือดอื่น แนะนำ ให้เลื่อนการให้วัคซีน MMR ออกไปเป็นเวลา 3 เดือนขึ้นไป

7. เป็นวัณโรค

8. ได้รับวัคซีนอื่นในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา วัคซีนเชื้อเป็นที่ให้ใกล้กันเกินไปอาจไม่ได้ผลเช่นกัน


อาการข้างเคียงที่อาจพบหลังการฉีดวัคซีน ได้แก่

1. ปวดแขนเนื่องจากการฉีดยา

2. ไข้

3. เป็นผื่นแดงในบริเวณที่ฉีด

4. ต่อมบวมในแก้มหรือลำคอ

โดยทั่วไป อาการข้างเคียง จะเกิดขึ้นภายใน 2 สัปดาห์หลังจากได้รับวัคซีน และจะมีโอกาสเกิดน้อยลงเมื่อได้รับวัคซีนครั้งที่สอง


ข้อมูลอ้างอิง

www.cdc.gov/vaccinesafety/

https://ddc.moph.go.th/th/site/newsview/view/1120

http://nvi.go.th/index.php/vaccine-knowledge/epi-program

https://www.cdc.gov/mmwr/preview/mmwrhtml/00053391.htm

http://www.biogenetech.co.th/



ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter