รู้ทันมะเร็งปากมดลูก ภัยเงียบที่คุกคามสตรีไทย

เอกสารประกอบ  

รู้ทันมะเร็งปากมดลูก  ภัยเงียบที่คุกคามสตรีไทย

รศ.พญ.สายพิณ  พงษธา

รหัสเอกสาร PI-IMC-075-R-00


มะเร็งปากมดลูก (Cervical cancer)

ในอดีตมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้มากที่สุดในสตรี แต่ในปัจจุบันแม้จะพบได้น้อยลงแต่ก็ยังพบมากเป็นอันดับที่สองรองจากมะเร็งเต้านม โดยพบผู้ป่วยรายใหม่ของมะเร็งปากมดลูกประมาณ 10, 000 ราย/ปี และเสียชีวิต 6,500 ราย/ปี หรือคิดเป็น 17 ราย/วัน

เป็นที่น่าสังเกตว่ามะเร็งปากมดลูกพบมากที่สุดในสตรีทางภาคเหนือ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่และลำปาง

        สาเหตุของมะเร็งปากมดลูกมากกว่าร้อยละ 90 เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV ( Human Papilloma Virus)บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ โดยเฉพาะที่ปากมดลูก ซึ่งการติดเชื้อเกิดจากการสัมผัสโดยตรง คือ การมีเพศสัมพันธ์ ทั้งเพศสัมพันธ์ที่ผ่านทางช่องคลอดหรือทางทวารหนัก  หากเป็นเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด เชื้อ HPV จะแทรกซึมเข้าไปโดยการผ่านรอยถลอกที่ผิวเยื่อบุของอวัยวะสืบพันธุ์ และผ่านเข้าไปที่ปากมดลูก ทำให้เซลที่ปากมดลูกมีการเปลี่ยน แปลงไปและผิดปกติไปทีละน้อย จนกระทั่งกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกไปในที่สุด

        เนื่องจากสาเหตุที่ติดเชื้อ HPV มีสาเหตุจาการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้น ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกจึงเกี่ยวข้องกับพฤติกรรม ดังต่อไปนี้

        - การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย เช่น ก่อนอายุ 18 ปี

        - การมีคู่นอนหลายคนหรือมีสามีหลายคน

        - คู่นอนหรือสามีสำส่อนทางเพศ

        - การสูบบุหรี่

        - การติดเชื้อ HIV

        การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรค นอกจากนั้นแล้วการลดพฤติกรรมเสี่ยงตามที่กล่าวข้างต้น ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกัน รวมถึงการใช้ถุงยางอนามัย ส่วนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในการค้นหาเซลที่ผิดปกติก่อนที่จะเป็นมะเร็ง ซึ่งจะทำให้รักษาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ


วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

1. Conventional Pap smear

เป็นวิธีการดั้งเดิมที่ค้นพบมานานถึง  91 ปี โดยนายแพทย์จอร์จ นิโคลาส พาพานิโคเลา (Gorge Nikolas Papanicolaou) แต่ได้รับการรับรองให้ใช้เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเมื่อ 78 ปีที่ผ่านมา โดยเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกด้วยไม้พายเล็กๆ แล้วป้ายบนกระจกแก้ว ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อย้อมสีและส่องกล้องจุลทรรศน์ ปัญหาของวิธีนี้ คือ เซลล์บางส่วนเท่านั้นที่ถูกเก็บส่งตรวจ ส่วนที่เหลืออีกมากติดไม้พายและถูกทิ้งไป นอกจากนั้นแล้วการอ่านเซลล์จะอ่านได้ยาก เมื่อเซลล์มีการซ้อนทับกันหรือปนเปื้อนด้วยมูกเลือดที่ติดออกมา และบดบังเซลล์ที่ผิดปกติ ทำให้พยาธิแพทย์มองเห็นไม่ชัด การอ่านก็อาจจะผิดพลาดได้ การตรวจวิธีนี้สามารถพบความผิดปกติได้ประมาณร้อยละ 50-60 โดยวิธีการนี้เป็นการอ่านเซลล์ที่ปากมดลูกเท่านั้น เรียกว่า Cytology

2. Liquid- based  Pap smear

การตรวจวิธีนี้เป็นวิธีการใหม่ โดยการเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกใส่ในขวดน้ำยาเฉพาะ นำส่งตรวจทางห้อง ปฏิบัติการเพื่อเตรียมกระจกแก้วด้วยเครื่องอัตโนมัติ จากนั้นย้อมสีและตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ข้อดีของน้ำยา คือสามารถสลายมูกเลือดที่ปนเปื้อนไม่ให้มารบกวนการอ่านได้ ดังนั้น เซลล์ที่ปรากฏบนกระจกแก้วจึงมีการเรียงตัวดี ไม่ทับซ้อนกัน จึงทำให้พยาธิแพทย์มองเห็นได้ง่าย โอกาสในการอ่านผิดพลาดจึงน้อย และพบเซลล์ที่ผิดปกติได้ง่าย

        ปัจจุบันนี้ Liquid- based Pap smear เป็นวิธีการที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ว่ามีประสิทธิภาพดีกว่าแบบ Conventional Pap smear

Liquid- based  Pap smear ยังแบ่งย่อยออกเป็น 2 แบบ ดังนี้

        2.1 อ่านเซลล์ที่ปากมดลูกเท่านั้น เรียกว่า Cytology การตรวจด้วยวิธีนี้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ร้อยละ 70-80

        2.2 อ่านเซลล์ที่ปากมดลูกเรียกว่า Cytology และหาเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก (เช่น 16,18,31, 33, 35, 39, 45, 51, 52, 56, 58, 59, 68. 69. 73. 82) โดยสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกถึงร้อยละ 70 เรียกว่า HPV testing  (Cytology + HPV testing) การตรวจด้วยวิธีนี้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้เกือบทั้งหมด


ใครบ้างที่ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งมีความแตกต่างกันบ้างในแต่ละประเทศ ดังนี้

หากอ้างอิงตามของอเมริกา มีรายละเอียดดังนี้

        - อายุน้อยกว่า 21 ปี แม้จะมีเพศสัมพันธ์แล้วก็ไม่ต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

        - อายุ 21-29 ปี ตรวจดู Cytology เพียงอย่างเดียวทุก 3 ปี 

        - อายุ 30-65 ปี ตรวจ Cytology + HPV testing ทุก 5 ปี

        - สตรีที่ตัดมดลูกพร้อมกับปากมดลูกออกแล้ว (และไม่มีประวัติมีเซลล์ปากมดลูกผิดปกติ ระยะก่อนเป็นมะเร็งหรือมะเร็งปากมดลูก) ไม่มีความจำเป็นในการตรวจคัดกรอง

หากอ้างตามของคำแนะนำของประเทศไทย อ้างอิงจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ มีรายละเอียดดังนี้

        - อายุน้อยกว่า 25 ปี ถึงแม้จะมีเพศสัมพันธ์แล้วก็ไม่ต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เนื่องจากในประเทศไทย มะเร็งปากมดลูกในสตรีที่อายุน้อยกว่า 25 ปี พบได้น้อย

        - อายุ 25 ปี เป็นต้นไป ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

        - หากตรวจแบบ Cytology ให้ตรวจทุก 2-3 ปี

        - หากตรวจแบบ Cytology + HPV testing ให้ตรวจทุก 3-5 ปี

        - หยุดตรวจเมื่ออายุ 65 ปี เป็นต้นไป (โดยที่ผลการตรวจก่อนหน้านั้นปกติดี ติดต่อกัน 3 ครั้ง)

        - ยกเว้นในสตรีอายุมากกว่า 65 ปี ที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์หรือมีคู่นอนหลายคน ควรตรวจคัดกรองต่อไปตามปกติ

        - สตรีที่ตัดมดลูกพร้อมกับปากมดลูกออกแล้ว (และไม่มีประวัติมีเซลล์ปากมดลูกผิดปกติ ระยะก่อนเป็นมะเร็งหรือมะเร็งปากมดลูก) ไม่มีความจำเป็นในการตรวจคัดกรอง


ภาพเปรียบเทียบระหว่างการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทั้งสองวิธี

 

รูปภาพจาก http://www.imaginis.com/womens-health/pap-smear-3


สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่มีวิธีการตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ สามารถค้นหาเซลล์ผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็ง ซึ่งแตกต่างจากมะเร็งชนิดอื่นๆ ที่ไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองที่ดีเช่นนี้


อาการของมะเร็งปากมดลูก

หากมีเซลปากมดลูกผิดปกติก่อนระยะที่เป็นมะเร็งหรือเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มต้น

        มักไม่มีอาการผิดปกติใดๆ จะทราบได้จากการตรวจคัดกรองเท่านั้น จึงเรียกว่าเป็นภัยเงียบที่คุกคาม เพราะหากไม่ได้รับการรักษา ก็จะมีการดำเนินโรคไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด


อาการที่ชัดเจนที่สงสัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก เช่น

        - ตกขาวมีกลิ่นผิดปกติ

        - ตกขาวปนเลือดเหมือนน้ำล้างเนื้อ

        - เลือดออกทางช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์หรือหลังจากมีเพศสัมพันธ์

        - เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด

        อาการที่กล่าวข้างต้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก เพราะยังมีอีกหลายภาวะที่แสดงอาการได้เช่นกัน ดังนั้น หากมีอาการที่ผิดปกติเหล่านี้ ควรพบสูติแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติม


ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter




Facebook : SriphatMedicalCenter