คลินิกเพื่อผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ

เอกสารประกอบ  


พญ.ณัฐนิตา  มัทวานนท์
สูตินรีแพทย์
รหัสเอกสาร PI-IMC-024-R-00


คลินิกเพื่อผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ



คำจำกัดความของเพศในยุคก่อนอาจจะมีเพียงแค่ชายและหญิง แต่ในปัจจุบันความหลากหลายทางเพศเป็นที่ยอมรับและเข้าใจมากขึ้น ในทางการแพทย์ความหลากหลายทางเพศไม่ใช่โรคและไม่ได้เกิดจากความผิดปกติทางจิตใจ หากแต่การเลือกปฏิบัติของสังคมต่อกลุ่มคนเหล่านี้ต่างหากที่ก่อให้เกิดบาดแผลในใจระยะยาว

อะไรคือความหลากหลายทางเพศ 
1.อัตลักษณ์ทางเพศ (gender identity)
    คือ เพศที่มีความรู้สึกว่าตนเองเป็นหรือต้องการอยากเป็น เช่น สาวประเภทสอง มีเพศกำเนิดเป็นชาย แต่มีอัตลักษณ์ทางเพศเป็นหญิง เป็นต้น
2.รสนิยมทางเพศ (sexual orientation)
    คือ การมีความรู้สึกว่าถูกดึงดูด หรือมีความรู้สึกทางเพศกับเพศไหน เช่น ถูกดึงดูดด้วยเพศชาย หรือเพศหญิง ไม่ชอบเพศไหนเลย หรือชอบหลายแบบก็ได้ 

อัตลักษณ์และรสนิยมไม่จำเป็นต้องไปด้วยกัน อาทิเช่น สาวประเภทสองรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้หญิงอาจจะชอบผู้หญิงสวยๆก็ได้  ไม่จำเป็นต้องชอบผู้ชาย เป็นต้น ซึ่งความชอบนี้ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ หรือที่เรียกว่าภาวะเพศเลื่อนไหล (gender fluidity) จะเห็นว่าเพศไม่ได้มีแค่สองเพศเหมือนขาวกับดำ  หากแต่เป็นเฉดสีเทาๆ ที่ยากจะระบุชี้ชัดลงไปได้  

สาเหตุของความหลากหลายทางเพศ และแนวทางการรักษา 
ปัจจุบันเชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกันเช่น พันธุกรรม ฮอรโมนและสารเคมีในสมอง การเลี้ยงดู และสังคมรอบข้าง ถึงแม้ความหลากหลายทางเพศไม่ได้นับเป็นโรคหรือความผิดปกติ แต่ครอบครัวและสังคมรอบข้างที่ไม่เข้าใจอาจจะก่อให้เกิดปัญหาได้ นอกจากนี้บางคนอาจมีความทุกข์จากเพศสภาพภายนอกที่ไม่ตรงกับความรู้สึกภายใน เรื่องเหล่านี้สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญด้านต่างๆได้เสมอ  เช่น หากมีความกังวลใจหรือรู้สึกซึมเศร้าก็สามารถปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อหาวิธีปรับใจให้มีความสุข ในกลุ่มที่ต้องการเปลียนแปลงเพศ  ก็ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง ควรปรึกษาทีมแพทย์ผู้เชียวชาญเช่น แพทย์ต่อมไร้ท่อหรือสูตินรีแพทย์ เพื่อใช้ยาฮอร์โมนให้ได้ผลดีอย่างปลอดภัย และหากต้องการทำการผ่าตัดก็ควรเลือกแพทย์ศัลยกรรมที่มีความเชี่ยวชาญในสถานที่ที่ปลอดภัย  นอกจากนี้คนไข้ควรได้รับการดูแลต่อเนื่องในระยะยาวเพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนและตรวจคัดกรองโรคต่างๆอย่างเหมาะสม เช่นการตรวจภายใน หลังทำช่องคลอดใหม่ การตรวจมะเร็งเต้านมหลังจากผ่าตัดเต้านมออกไปแล้วเป็นต้น 

การใช้ยาฮอร์โมนเพื่อเปลี่ยนลักษณะภายนอก และการตรวจร่างกายหลังใช้ยา
1 ชายเป็นหญิง
- ใช้ยาต้านฮอร์โมนเพศชาย ร่วมกับเสริมฮอร์โมนเพศหญิง โดยยาฮอร์โมนที่ใช้ควรเป็นกลุ่มที่มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงตามธรรมชาติ 
- จะเริ่มที่ยาขนาดต่ำก่อน แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้น  
- เจาะเลือดวัดระดับฮอร์โมนเป็นระยะ เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดโดยมีผลข้างเคียงต่ำที่สุด
- เจาะเลือดเพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาเป็นระยะ
- โดยทั่วไปผลของฮอร์โมนจะเต็มที่ ที่ประมาณ 2-3 ปี
- ในรายที่ผ่าตัดแปลงเพศแล้ว จะต้องใช้ฮอร์โมนเพศหญิงระยะยาว เพื่อป้องกันความเสื่อมของร่างกาย เช่นภาวะกระดูกพรุน 
- ความผิดปกติของช่องคลอดใหม่ ควรได้รับการตรวจภายในเพื่อวินิจฉัยและรักษา 
2 หญิงเป็นชาย 
- ใช้ยาฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันใช้ในรูปแบบยาฉีด หรือยาทา 
- จะเริ่มที่ยาขนาดต่ำก่อน แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้น  เพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการโดยมีผลข้างเคียงต่ำที่สุด
- เจาะเลือดวัดระดับฮอร์โมน และภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาเป็นระยะ
- โดยทั่วไปผลของฮอร์โมนจะเต็มที่ ที่ประมาณ 2-5ปี
- หากยังมีมดลูกและรังไข่ ต้องตรวจมะเร็งปากมดลูกตามมาตรฐาน (ทุก 1 ปี) และต้องคุมกำเนิดในกรณีที่มีคู่ที่สามารถผลิตอสุจิได้ เนื่องจากยาฮอร์โมนเพศชายไม่สามารถใช้คุมกำเนิดได้ 

เพราะความแตกต่างและความหลากหลาย ไม่ควรเป็นอุปสรรค์ต่อการมีสุขภาพที่ดี ทางศูนย์ศรีพัฒน์มีบริการ ปรึกษาเรื่องการใช้ยาฮอร์โมน, เจาะเลือดวัดระดับฮอร์โมน, ตรวจภายใน ในกลุ่มหลากหลายทางเพศ โดย พญ.ณัฐนิตา  มัทวานนท์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกสูตินรีเวช หมายเลข 053-936830

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter