การผ่าตัดรีแพร์หรือซ่อมเสริมผนังช่องคลอดด้านหน้า ใครว่าไม่สำคัญ ?

ผศ.นพ.ชัยเลิศ พงษ์นริศร

หัวหน้าหน่วยนรีเวชทางเดินปัสสาวะและอุ้งเชิงกราน

ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-107-R-00


เรื่องที่คุณผู้หญิงควรรู้เมื่อมีปัญหาช่องคลอดและการขับถ่ายปัสสาวะ

        1. การยื่นย้อยของผนังช่องคลอดด้านหน้าคืออะไร ?
        2. การผ่าตัดรีแพร์ผนังช่องคลอดด้านหน้า (กระเพาะปัสสาวะ) คืออะไร ?
        3. เพราะเหตุใดจึงควรทำการผ่าตัดนี้ ?
        4. การผ่าตัดรีแพร์ผนังช่องคลอดด้านหน้านี้ทำอย่างไร ?
        5. ก่อนการผ่าตัดคุณจะประสบกับอะไรบ้าง ?
        6. หลังการผ่าตัดคุณจะประสบกับอะไรบ้าง ?
        7. การผ่าตัดมีผลสำเร็จเป็นอย่างไร ?
        8. มีภาวะแทรกซ้อนอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง ?
        9. สิ่งที่ควรและไม่ควรทำหลังผ่าตัดคืออะไร ?


การยื่นย้อยของผนังช่องคลอดด้านหน้าคืออะไร?
     ประมาณ 1 ใน 10 ของสตรีที่เคยคลอดบุตรต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อแก้ไขช่องคลอดหย่อน การยื่นย้อยของผนังช่องคลอดด้านหน้า มักเกิดจากการอ่อนแอของชั้นเนื้อเยื่อ (พังผืด) ที่พยุงและแยกช่องคลอดจากกระเพาะปัสสาวะ การอ่อนแอนี้อาจเป็นสาเหตุของความรู้สึกถ่วงหรือหน่วงลงช่องคลอด หรือการมีก้อนยื่นพ้นปากช่องคลอดออกมา และอาจทำให้เกิดอาการปัสสาวะลำบาก ลำปัสสาวะไหลช้า หรือไหลๆ หยุดๆ หรือปัสสาวะบ่อย หรือปวดปัสสาวะรีบ (urgency) ความผิดปกติของผนังช่องคลอดด้านหน้านี้อาจเรียกอีกชื่อว่า กระเพาะปัสสาวะหย่อน (cystocele)



การผ่าตัดรีแพร์ผนังช่องคลอดด้านหน้าคืออะไร?

     ผ่าตัดรีแพร์ผนังช่องคลอดด้านหน้า หรือ anterior colporrhaphy คือ หัตถการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมหรือเสริมความแข็งแรงของชั้นเนื้อเยื่อ ซึ่งอยู่ระหว่างช่องคลอดและกระเพาะปัสสาวะ เพื่อทำหน้าที่พยุงช่องคลอดไว้


เพราะเหตุใดจึงควรทำการผ่าตัดนี้ ?
     เป้าหมายของการผ่าตัดรีแพร์ผนังช่องคลอดด้านหน้า คือ เพื่อแก้ไขอาการที่มีก้อนยื่นลงมาในช่องคลอด และ/หรือช่องคลอดไม่กระชับ และเพื่อทำให้การทำงานของกระเพาะปัสสาวะดีขึ้น และไม่รบกวนต่อการมีเพศสัมพันธ์


การผ่าตัดรีแพร์ผนังช่องคลอดด้านหน้านี้ทำอย่างไร ?
     การผ่าตัดนี้สามารถทำได้ภายใต้การให้ยาสลบทั่วไป การให้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะส่วน หรือการให้ยาชาเฉพาะที่ แพทย์ผู้ดูแลคุณจะอภิปรายถึงวิธีที่เหมาะสมกับคุณ การผ่าตัดรีแพร์ผนังช่องคลอดด้านหน้ามีหลากหลายวิธี ต่อไปนี้จะกล่าวถึงวิธีที่นิยมใช้กันทั่วไป

        1. กรีดแผลเปิดในแนวกึ่งกลางของผนังช่องคลอดด้านหน้า เริ่มจากปากช่องคลอดขึ้นไปจนเกือบถึงช่องคลอดส่วนยอด
        2. เลาะแยกผิวช่องคลอดออกจากชั้นเนื้อเยื่อ (พังผืด) ที่พยุงอยู่ทางด้านล่าง จากนั้นเย็บซ่อมชั้นเนื้อเยื่อส่วนที่อ่อนแอนี้ด้วยวัสดุเย็บที่ละลายได้ ซึ่งจะถูกดูดซึมหายไปภายในเวลา 4 สัปดาห์ - 5 เดือน ขึ้นกับชนิดของวัสดุเย็บที่ใช้
        3. บางครั้งผิวช่องคลอดส่วนเกินที่ยื่นย้อยอาจได้รับการตัดออก แล้วเย็บปิดผิวช่องคลอดด้วยวัสดุเย็บที่ละลายได้ ซึ่งจะถูกดูดซึมหายไปภายในเวลา 4-6 สัปดาห์ โดยไม่ต้องตัดไหมออก
        4. ในบางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้วัสดุเสริมความแข็งแรงในบริเวณที่ผ่าตัดซ่อมเสริม ได้แก่ แผ่นตาข่ายทำจากใยสังเคราะห์ถาวร (ไม่ถูกดูดซึม) หรือชีวภาพ (ถูกดูดซึมได้) ตาข่ายดังกล่าวนี้มักใช้ในรายที่เคยผ่าตัดมาก่อนหรือมีการยื่นย้อยลงมาอย่างมาก
        5. ทำการส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ (cystoscopy) เพื่อตรวจภายในกระเพาะปัสสาวะว่าปกติหรือไม่ และตรวจยืนยันว่าไม่มีการบาดเจ็บของกระเพาะปัสสาวะหรือท่อไตจากการผ่าตัด
        6. หลังผ่าตัดเสร็จ อาจมีการใส่ผ้ากอซในช่องคลอดเพื่อกดห้ามเลือดและลดรอยฟกช้ำหลังผ่าตัด ร่วมกับใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้ ซึ่งทั้งหมดจะถูกถอดออกภายใน 3- 48 ชั่วโมงหลังผ่าตัด
        7. อาจมีการผ่าตัดอื่นที่ทำร่วมกับการผ่าตัดรีแพร์ผนังช่องคลอดด้านหน้าอยู่บ่อยๆ เช่น การผ่าตัดมดลูกทางช่องคลอด การผ่าตัดรีแพร์ผนังช่องคลอดด้านหลัง หรือการผ่าตัดเพื่อแก้ไขภาวะปัสสาวะเล็ด

 













รูป ก. การยื่นย้อยของผนังช่องคลอดด้านหน้า
รูป ข. การเย็บซ่อมแซมชั้นเนื้อเยื่อพังผืด
รูป ค. การเย็บซ่อมแซมผิวช่องคลอด

ก่อนการผ่าตัดคุณจะประสบกับอะไรบ้าง ?
     คุณจะได้รับการซักประวัติถามถึงสุขภาพทั่วไปและยาที่รับประทานเป็นประจำ รวมทั้งการสืบค้นต่างๆ ที่จะจำเป็น ตัวอย่างเช่น การตรวจเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การเอ็กซเรย์ทรวงอก นอกจากนั้น คุณจะได้รับสารสนเทศเกี่ยวกับการรับเข้าโรงพยาบาล การพักในโรงพยาบาล การผ่าตัด การดูแลก่อนและหลังผ่าตัด

 

หลังการผ่าตัดคุณจะประสบกับอะไรบ้าง ?
      เมื่อคุณตื่นฟื้นจากยาระงับความรู้สึก คุณจะได้รับการให้สารน้ำหยดเข้าทางหลอดเลือดดำ และอาจใส่สายสวนปัสสาวะ แพทย์อาจใส่ผ้ากอซไว้ในช่องคลอดเพื่อช่วยกดห้ามเลือดออกในเนื้อเยื่อ ซึ่งทั้งผ้ากอซและสายสวนปัสสาวะจะได้รับการถอดออกภายในเวลา 48 ชั่วโมงหลังผ่าตัด

      ในช่วง 4 - 6 สัปดาห์หลังผ่าตัด อาจมีตกขาวเป็นสีขาวอมเหลืองคล้ายครีมได้เป็นปกติ เกิดขึ้นได้เพราะว่ามีวัสดุเย็บแผลในช่องคลอด โดยตกขาวนี้จะมีปริมาณลดลงไปเรื่อยๆ และหายไปในที่สุดเมื่อวัสดุเย็บถูกดูดซึมหายไป หากตกขาวของคุณมีกลิ่นเหม็นผิดปกติให้กลับมาพบแพทย์ นอกจากนี้ คุณอาจมีตกขาวปนเลือดเล็กน้อยหลังผ่าตัดทันที หรือเริ่มเกิดขึ้นหลังผ่าตัดประมาณ 1 สัปดาห์  เลือดที่เห็นมักมีลักษณะจางๆ และมีสีน้ำตาลแบบเลือดเก่าๆ ซึ่งเป็นผลจากการสลายตัวของลิ่มเลือดที่ค้างอยู่ใต้ผิวช่องคลอดไหลปนตกขาวออกมา ซึ่งจะหยุดได้เอง


การผ่าตัดมีผลสำเร็จเป็นอย่างไร?
     กล่าวโดยทั่วไปผลการผ่าตัดมีอัตราสำเร็จอยู่ที่ร้อยละ 70-90 แต่มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำในอนาคต หรือมีช่องคลอดด้านอื่นยื่นย้อยเกิดขึ้นใหม่ ซึ่งคุณอาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขอีกต่อไป


 มีภาวะแทรกซ้อนอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง ?
      การผ่าตัดรีแพร์ผนังช่องคลอดด้านหลังนั้น ย่อมมีความเสี่ยงเช่นเดียวกับการผ่าตัดทุกชนิดที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้เสมอ 

ต่อไปนี้คือภาวะแทรกซ้อนทั่วไปที่สามารถเกิดขึ้นตามหลังการผ่าตัดใดๆ ก็ตาม  
        -  ปัญหาทางวิสัญญี ซึ่งพบน้อยมากในปัจจุบัน เนื่องจากเครื่องดมยาสลบ ยาที่ใช้ในการระงับความรู้สึกและเครื่องมือที่ใช้เฝ้าสังเกตผู้ป่วยมีความทันสมัยขึ้นกว่าในอดีต
        -  เลือดออก ภาวะเลือดออกที่รุนแรงและจำเป็นต้องได้รับเลือดนั้นพบไม่บ่อย เกิดขึ้นน้อยกว่าร้อยละ 1 ของผู้ป่วยหลังการผ่าตัดทางช่องคลอด
        -  การติดเชื้อหลังผ่าตัด แม้ว่าจะให้ยาปฏิชีวนะก่อนผ่าตัดและพยายามทุกวิถีทางที่จะให้การผ่าตัดปลอดเชื้ออย่างที่สุด แต่มีโอกาสเล็กน้อยที่จะเกิดการติดเชื้อในช่องคลอดและอุ้งเชิงกรานอยู่บ้าง
        -  การติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะ (กระเพาะปัสสาวะอักเสบ) เกิดขึ้นประมาณร้อยละ 6 ของผู้ป่วยหลังผ่าตัดและพบบ่อยยิ่งขึ้นในผู้ป่วยที่ใส่สายสวนปัสสาวะ อาการที่พบได้แก่ อาการปัสสาวะแสบหรือเจ็บเหมือนเข็มตำ ปัสสาวะบ่อยและบางครั้งน้ำปัสสาวะมีเลือดปนได้ โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ง่ายด้วยยาปฏิชีวนะ


ต่อไปนี้คือภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องเฉพาะกับการผ่าตัดรีแพร์ผนังช่องคลอดด้านหน้า
        -  ท้องผูก เป็นปัญหาที่พบบ่อยหลังผ่าตัด และแพทย์อาจสั่งยาระบายเพื่อรักษา พยายามรับประทานอาหารที่มีเส้นใย และดื่มน้ำปริมาณมากจะช่วยให้อาการดีขึ้น
        -  เจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ (dyspareunia) สตรีบางรายอาจมีอาการเจ็บปวดหรือรู้สึกไม่สบายในอุ้งเชิงกรานขณะมีเพศสัมพันธ์หลังผ่าตัด แม้ว่าจะได้พยายามป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นทุกวิถีทางแล้วก็ตาม อย่างไรก็ดี สตรีบางรายพบว่าการร่วมเพศนั้นสะดวกสบายมากขึ้นหลังผ่าตัด
        -  การบาดเจ็บต่อกระเพาะปัสสาวะหรือท่อไตขณะผ่าตัด เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยอย่างยิ่ง
        -  อาการปัสสาวะเล็ดราด ภายหลังการผ่าตัดรีแพร์หรือซ่อมเสริมผนังช่องคลอดด้านหน้าที่ยื่นย้อยลงมากๆ อาจทำให้เกิดอาการปัสสาวะเล็ดขณะออกแรงขึ้นในผู้ป่วยบางคน เนื่องจากการผ่าตัดนี้ไปแก้ไขการพับงอของท่อปัสสาวะ ซึ่งต่อออกจากกระเพาะ ปัสสาวะให้กลับมาตรงเช่นปกติ จึงทำให้อาการปัสสาวะเล็ดที่ซ่อนเร้นอยู่ปรากฏออกมา อย่างไรก็ดี ภาวะนี้สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ โดยการผ่าตัดใส่สายคล้องท่อปัสสาวะ (กรุณาอ่านบทความเรื่อง "ภาวะปัสสาวะเล็ดขณะออกแรงในสตรีหากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม)
        -  ภาวะแทรกซ้อนจากตาข่าย ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดซ่อมเสริมโดยใช้วัสดุ เช่น แผ่นตาข่ายเสริมความ แข็งแรง พบว่าร้อยละ 5-10 มีความเสี่ยงของการเกิดตาข่ายโผล่ออกมาในช่องคลอด (mesh exposure) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเลาะออก ซึ่งสามารถทำได้แบบผู้ป่วยนอกหรือทำภายในห้องผ่าตัด บางกรณีที่พบได้น้อยมากคือผู้ป่วยอาจเกิดความเจ็บปวดจากตาข่ายที่ใส่ไว้จนจำเป็นต้องผ่าตัดเลาะตาข่ายบางส่วนหรือทั้งหมดออก


เมื่อไรคุณจึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติประจำ ?
      ในช่วงหลังผ่าตัดใหม่ๆ คุณควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งผลให้มีแรงกดดันไปยังบริเวณที่ผ่าตัดซ่อมแซม เช่น การยกของหนัก การออกแรงเบ่งมาก การออกกำลังกายหนัก การไอ ท้องผูก แผลผ่าตัดจะหายดีและมีความแข็งแรงสูงสุดต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ในช่วงดังกล่าวนี้จึงไม่ควรยกของที่มีน้ำหนักเกิน 10 กิโลกรัมหรือ 25 ปอนด์โดยทั่วไป แนะนำให้วางแผนหยุดงานนาน 2-6 สัปดาห์หลังผ่าตัด แพทย์จะเป็นผู้แนะนำเรื่องนี้แก่คุณขึ้นกับประเภทของงานและชนิดของการผ่าตัดที่คุณได้รับ
         หลังผ่าตัด 3-4 สัปดาห์ คุณควรจะสามารถขับขี่และทำกิจกรรมเบาๆ เช่น การเดินเป็นระยะทางสั้นๆได้เป็นอย่างดี
         คุณควรรอเป็นเวลา 5-6 สัปดาห์ ก่อนที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ สตรีบางคนอาจจำเป็นต้องใช้สารหล่อลื่นช่วยขณะมีเพศสัมพันธ์ สารหล่อลื่นนี้สามารถซื้อหาได้ตามร้านขายยาหรือซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป


28 สิงหาคม 2556
เอกสารอ้างอิง
International Urogynecological Association (IUGA). Anterior Vaginal Repair (Bladder Repair): A Guide for Women. 2011.


Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter