ปวงข่าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม

การผ่าตัดเย็บแขวนช่องคลอด (sacrocolpopexy) ในสตรีที่มีอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อน ใครว่าเป็นเรื่องไกลตัว?

ผศ.นพ.ชัยเลิศ พงษ์นริศร

หัวหน้าหน่วยนรีเวชทางเดินปัสสาวะและอุ้งเชิงกราน

ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-105-R-00


เรื่องที่คุณผู้หญิงควรรู้ หากมีปัญหาช่องคลอดหย่อน

  1. การผ่าตัดเย็บแขวนช่องคลอดคืออะไร ?
  2. มีอะไรเกิดขึ้นกับผู้ป่วยบ้าง ขณะได้รับการผ่าตัดเย็บแขวนช่องคลอด ?
  3. การผ่าตัดเย็บแขวนช่องคลอดมีผลสำเร็จอย่างไร ?
  4. ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง ?
  5. ก่อนการผ่าตัดควรเตรียมตัวอย่างไร ?
  6. การพักฟื้นของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเป็นอย่างไร ?


       อวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนเป็นภาวะที่พบบ่อย อันก่อให้เกิดอาการ ได้แก่ ความรู้สึกถ่วงหรือหน่วงลงมาในช่องคลอด และขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระลำบาก ตลอดจนมีอาการปวดหลัง พบว่าประมาณ 1 ใน 10 ของผู้ป่วยเหล่านี้จำเป็นต้องรับการผ่าตัดเพื่อแก้ไขภาวะมดลูกหรือช่องคลอดยื่นย้อย


 












ภาพที่ 1 แสดงกายวิภาคปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานของสตรีที่เคยผ่าตัดมดลูก


การผ่าตัดเย็บแขวนช่องคลอด คืออะไร ?
     การผ่าตัดเย็บแขวนช่องคลอด คือ การผ่าตัดเพื่อแก้ไขภาวะช่องคลอดส่วนบนยื่นย้อยในผู้ป่วยสตรีที่เคยได้รับการผ่าตัดมดลูกมาก่อน การผ่าตัดนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้ช่องคลอดกลับมามีกายวิภาคปกติ และยังสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อีกต่อไป นอกจากนี้ มีการผ่าตัดที่คล้ายคลึงกันซึ่งใช้ในผู้ป่วยที่มีช่องคลอดหย่อนแต่ยังมีมดลูกอยู่ และไม่ต้องการตัดมดลูกทิ้ง เรียกว่า การผ่าตัดเย็บแขวนมดลูก (Sacrohysteropexy)













ภาพที่ 2 แสดงภาวะช่องคลอดหย่อนในสตรีที่ได้เคยผ่าตัดมดลูก


มีอะไรเกิดขึ้นกับผู้ป่วยบ้างขณะได้รับการผ่าตัดเย็บแขวนช่องคลอด ?
     ผู้ป่วยจะได้การระงับความรู้สึกโดยวิสัญญีแพทย์เหมือนเช่นการผ่าตัดทั่วไป การผ่าตัดเย็บแขวนช่องคลอดสามารถกระทำได้ผ่านทางแผลเปิดหน้าท้องขนาดใหญ่ หรือผ่านแผลเล็กๆ บริเวณหน้าท้อง โดยใช้กล้องส่องช่องท้องหรือใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ในขั้นแรกแพทย์จะผ่าตัดเลาะช่องคลอดให้แยกออกจากกระเพาะปัสสาวะทางด้านหน้า และไส้ตรงทางด้านหลัง แล้วใช้วัสดุปลูกถ่ายที่เป็นตาข่าย ซึ่งทำจากใยสังเคราะห์มาคลุมบริเวณด้านหน้าและด้านหลังของช่องคลอด จากนั้นจึงเย็บปลายอีกด้านของตาข่ายนี้ยึดไว้กับกระดูกใต้กระเบนเหน็บดังภาพ แล้วเย็บเยื่อบุช่องท้องคลุมปิดตาข่ายทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้ลำไส้เข้าไปติดกับผิวตาข่ายนี้ การผ่าตัดเย็บแขวนช่องคลอดนี้สามารถทำไปพร้อมๆ กับการผ่าตัดอื่นๆ ได้แก่ การผ่าตัดเพื่อแก้ไขภาวะปัสสาวะเล็ดขณะออกแรง หรือรีแพร์ซ่อมเสริมกระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้ยื่นย้อย
















ภาพที่ 3 แสดงการผ่าตัดเย็บแขวนช่องคลอดหรือแขวนมดลูกยึดกับกระดูกใต้กระเบนเหน็บ
                      (แสดงตำแหน่งมดลูกดังเส้นประ)                   


การผ่าตัดเย็บแขวนช่องคลอดมีผลสำเร็จอย่างไร ?
      การศึกษาพบว่า 80% - 90% ของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดแขวนช่องคลอดนี้หายจากภาวะยื่นย้อย หลังการผ่าตัดมีความเสี่ยงเล็กน้อยที่จะเกิดการยื่นย้อยของช่องคลอดบริเวณอื่นๆ เช่น ผนังช่องคลอดด้านหน้าที่พยุงกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งหากเกิดขึ้นอาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดต่อไปเพื่อแก้ไข


ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง ?

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด ไม่ว่าจะผ่าตัดผ่านทางแผลเปิดหน้าท้องหรือผ่านกล้อง ได้แก่

        - อาการปวด (เกิดขึ้นทั่วไปหรือขณะร่วมเพศ) พบได้ 2 - 3%

        - การโผล่ของตาข่ายในช่องคลอด พบได้ 2 - 3%

        - การบาดเจ็บของกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ หรือท่อไต พบได้ 1 - 2%

        นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงโดยทั่วไปของการผ่าตัด ได้แก่ แผลติดเชื้อ การติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ การเสียเลือด ซึ่งอาจจำเป็นต้องให้เลือด และภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ แพทย์ผู้ผ่าตัดและวิสัญญีแพทย์จะอภิปรายถึงความเสี่ยงใดๆ ที่อาจมีเพิ่มเติม ซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวคุณก่อนการผ่าตัด


ก่อนการผ่าตัดควรเตรียมตัวอย่างไร ?
     ยาบางชนิด เช่น แอสไพริน ที่คุณอาจรับประทานเป็นประจำมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด และอาจจำเป็นต้องหยุดก่อนการผ่าตัด (ภายใต้การแนะนำของแพทย์) แพทย์บางท่านอาจแนะนำให้มีการเตรียมลำไส้ก่อนการผ่าตัด ซึ่งแพทย์ที่ดูแลคุณจะเป็นผู้สั่งการรักษานี้แก่คุณ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องงดรับประทานอาหารและดื่มน้ำเป็นเวลา 6 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด


การพักฟื้นของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเป็นอย่างไร ?
      ผู้ป่วยจะได้รับการนอนพักในโรงพยาบาลอยู่ในช่วงระหว่าง 2 - 5 วัน ในระยะ 6 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด คุณควรหลีกเลี่ยงการทำงานบ้านที่หนักหรือออกแรงยกของ เช่น หิ้วถุงหรือตะกร้าใส่ของจ่ายตลาด ยกตะกร้าใส่เสื้อผ้า ลากเครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น หลังผ่าตัดการเดินช้าๆ เป็นการออกกำลังกายที่ดี ควรเริ่มต้นเดินช้าๆ ประมาณ 10 นาทีต่อวัน เมื่อคุณรู้สึกว่าร่างกายคุณพร้อมแล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาให้นานขึ้น ในช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายแบบฟิตเนสหรือแอโรบิก เป็นต้น รวมถึงการว่ายน้ำ แช่ในอ่างสปา และการร่วมเพศ โดยทั่วไปควรหยุดงานเป็นเวลา 4 - 6 สัปดาห์ และอาจนานกว่านี้ถ้างานของคุณอยู่ในประเภทที่ใช้กำลังกาย


20 กรกฎาคม 2556

แก้ไขปรับปรุง 16 กุมภาพันธ์ 2559

เอกสารอ้างอิง
International Urogynecological Association (IUGA). Sacrocolpopexy. 2011.