โรคไวรัสตับอักเสบบี

เอกสารประกอบ  

นพ.ชัยวรรธน์  ประดิษฐ์ทองงาม 

อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและตับ 

รหัสเอกสาร PI-IMC-051-R-00


        โรคไวรัสตับอักเสบบี คือ โรคที่มีการติดเชื้อของตับจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งมีผลให้เกิดอันตรายต่อตับและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ตับแข็งและมะเร็งตับได้ ในปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีทั่วโลกประมาณ 350-400 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยพบมีผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบี ประมาณร้อยละ 6-10 ของประชากรทั้งหมด หรือคิดเป็นจำนวนประชากร 6-7 ล้านคน โดยการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อได้หลายทาง ดังนี้

• จากมารดาสู่ทารก

• ติดต่อทางเพศสัมพันธ์

• ติดต่อทางการได้รับเลือด หรือผลิตภัณฑ์ของเลือด 

• จากการสัมผัสกับเลือด หรือสารคัดหลั่งต่างๆ รวมถึงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสักหรือฝังเข็ม 


อาการของโรคไวรัสตับอักเสบบี

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบบี แบ่งเป็น 2 ระยะคือ

1. ระยะเฉียบพลัน โดยมีระยะฟักตัวเฉลี่ย 60-90 วัน บางรายอาจนานถึง 180 วัน ผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ทานได้น้อย หลังจากนั้นจะมีอาการตาตัวเหลือง ปัสสาวะเข้ม เมื่อมาพบแพทย์และตรวจเลือดจะพบว่าค่าเอ็นไซม์ตับสูงขึ้น บางรายอาจสูงถึง1,000-2,000 ได้ ผู้ป่วยบางรายมีอาการรุนแรงเกิดจากเซลล์ตับจำนวนมากถูกทำลาย อาจเกิดภาวะตับวายและเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นและหายไปภายใน 1-3 เดือน ผู้ป่วยบางส่วนประมาณร้อยละ 5-10 ไม่สามารถกำจัดเชื้อออกไปได้และเข้าสู่ระยะติดเชื้อเรื้อรัง

2. ระยะเรื้อรัง แบ่งผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่มคือ

• พาหะ คือผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ในร่างกาย ตรวจเลือดจะพบค่าเอ็นไซม์ตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่มีอาการ แต่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้

• ตับอักเสบเรื้อรัง คือผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ในร่างกาย และมีค่าเอ็นไซม์ตับผิดปกติ ส่วนใหญ่ยังคงไม่มีอาการ บางรายอาจมีอาการอ่อนเพลีย ตาตัวเหลืองได้


การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบบี

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบบี ทำได้โดยการตรวจเลือดหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี( HbsAg) และปริมาณเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV DNA) ตรวจค่าการทำงานของตับ (Liver Function Test) ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังคือผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสปริมาณมาก และมีค่าการทำงานของตับผิดปกติ โดยมีค่าเอ็นไซม์ตับสูงขึ้นนานเกินกว่า 6 เดือน ส่วนผู้ป่วยที่เป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบบี คือผู้ที่มีเชื้อไวรัสในร่างกายปริมาณน้อย และมีค่าการทำงานของตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ ในรายที่ผลการตรวจเลือดไม่ชัดเจนและไม่สามารถวินิจฉัยได้ แพทย์อาจพิจารณาทำการตรวจอื่นๆเพิ่มเติม เช่น การตรวจหาพังผืดในตับ (Fibro scan) หรือการตรวจชิ้นเนื้อตับ (Liver Biopsy) 


ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังรายใดบ้างที่ควรได้รับการรักษา

1. ผู้ที่มีเชื้ออยู่ในร่างกาย (HbsAg+) และปริมาณเชื้อไวรัสมาก  (HBV DNA ) 

2. ผู้ที่ตรวจพบมีค่าเอ็นไซม์ตับสูงเกินกว่าค่าปกติ 1.5-2 เท่า

3. ผู้ป่วยที่ตรวจพบหลักฐานว่ามีพังผืดในตับปานกลางถึงมาก หรือมีภาวะตับแข็งร่วมด้วย

4. ผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจชิ้นเนื้อตับ และพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงภายในเนื้อตับอยู่ในระยะที่สมควรให้การรักษา


การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบี

เป้าหมายการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบี คือ การยับยั้งการทำลายเซลล์ตับ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดตามมา เช่น ตับแข็ง ภาวะตับวาย และมะเร็งตับ และช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิต โดยพยายามลดปริมาณเชื้อไวรัสที่อยู่ในร่างกายให้เหลือน้อยที่สุดจนไม่สามารถตรวจนับได้ รวมถึงผู้ป่วยบางรายปริมาณเชื้อหมดไปจากร่างกาย และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ ยาที่ใช้รักษาในปัจจุบันมีทั้งชนิดฉีดและยารับประทาน การเลือกใช้ยาชนิดใดในการเริ่มรักษาแพทย์จะพิจารณาจาก ระดับเอ็นไซม์ตับ ปริมาณเชื้อไวรัส และการตรวจชิ้นเนื้อตับ เพื่อประเมินระยะของโรคโดยแพทย์จะเป็นผู้อธิบายให้ผู้ป่วยทราบถึงประโยชน์และข้อจำกัดของยาแต่ละชนิดเพื่อให้ผู้ป่วยมีโอกาสร่วมในการตัดสินใจเลือกชนิดการรักษา 


การปฏิบัติตัวขณะได้รับการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบี

1. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์โดยเคร่งครัด รับประทานยาหรือฉีดยาสม่ำเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการดื้อยา

2. ระหว่างรักษาแพทย์จะนัดตรวจเลือดหรืออัลตร้าซาวน์ตับเป็นระยะเพื่อติดตามการรักษา ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ 

3. งดบริจาคเลือด

4. แนะนำให้บุคคลใกล้ชิด สมาชิกในครอบครัว มาตรวจและฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

5. งดดื่มสุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด

6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ

7. หลีกเลี่ยงสมุนไพร อาหารเสริมต่างๆ หรือควรปรึกษาแพทย์ก่อน


ข้อมูลอัพเดตเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter




Facebook : SriphatMedicalCenter