การตรวจอัลตราซาวด์ในสตรีตั้งครรภ์

เอกสารประกอบ  



แพทย์หญิง ชลรส เจริญรัตน์

สูติ-นรีแพทย์ เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์

รหัสเอกสาร PI-IMC-043-R-00

 

“คุณหมอคะ พอจะทราบเพศไหมคะ”

“คุณหมอ ตอนนี้น้องน้ำหนักเท่าไหร่แล้วคะ”

คุณหมอคะ น้องสมบูรณ์ไหม”


ประโยคเหล่านี้ คงเป็นประโยคที่คุณแม่และคุณพ่อเคยถามแพทย์ที่ตรวจอัลตราซาวด์ดูทารกอยู่บ่อยๆ โดยปัจจุบันตามหลักฐานทางการแพทย์ที่มียังไม่พบว่าการตรวจอัลตราซาวด์จะก่อให้เกิดผลเสียต่อทารกในครรภ์และหญิงตั้งครรภ์1 อย่างไรก็ตาม การอัลตราซาวด์ควรทำเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม ข้อบ่งชี้ของการตรวจอัลตราซาวด์ทารกในครรภ์แต่ละไตรมาสก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป สรุปได้พอสังเขป ดังนี้


1. ไตรมาสแรก (น้อยกว่า 14 สัปดาห์)

         เป็นการอัลตราซาวด์เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ภายในมดลูก บอกจำนวนทารก การเต้นของหัวใจ กำหนดอายุครรภ์จากความยาวของทารก (Crown-rump length) รวมถึงประเมินก้อนในอุ้งเชิงกรานหรือความผิดปกติของมดลูกและรังไข่

         ปัจจุบันประเทศไทยได้มีนโยบายคัดกรองสตรีตั้งครรภ์ เพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยงที่จะมีทารกเป็นกลุ่มอาการดาวน์ โดยวัตถุประสงค์เพื่อให้ทางเลือกยุติการตั้งครรภ์กรณีทารกเป็นกลุ่มอาการดาวน์ การอัลตราซาวด์เพื่อดูความหนาบริเวณหลังคอทารกเป็นการคัดกรองอีกวิธีหนึ่ง โดยสามารถใช้ในการตรวจคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ได้ที่อายุครรภ์ 11-14 สัปดาห์ โดยประสิทธิภาพค่อนข้างดี (อัตราการตรวจพบ 64-70%) และจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเมื่อใช้ควบคู่กับการเจาะเลือดเพื่อดูสารชีวเคมีในเลือดมารดา (อัตราการตรวจพบ 82-87%)2 นอกจากความหนาของหลังคอทารกแล้ว ยังสามารถดูกระดูกจมูกทารก เพื่อใช้ทำนายโอกาสเสี่ยงที่ทารกจะเป็นกลุ่มอาการดาวน์ได้มากขึ้นอีกด้วย

         กรณีที่คู่สมรสเป็นคู่เสี่ยงของการตั้งครรภ์ทารกบวมน้ำ (Hb Bart’s hydrop fetalis) สามารถคัดกรองหาภาวะซีดของทารกในครรภ์ได้ตั้งแต่ไตรมาสแรก (อายุครรภ์ 13-14 สัปดาห์)3 หากไม่มีลักษณะของภาวะซีดจากอัลตราซาวด์ แพทย์จะมีการตรวจติดตามเป็นระยะ ส่วนใหญ่ทารกที่เป็น Hb Bart’s มักมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างในช่วงกลางไตรมาสสองเป็นต้นไป วิธีนี้สามารถเลี่ยงการเจาะชิ้นเนื้อรกและการเจาะเลือดสายสะดือที่ไม่จำเป็นได้

 

2. ไตรมาสที่สอง อายุครรภ์ 18 – 22 สัปดาห์

         การอัลตราซาวด์ตามมาตรฐานในไตรมาสสอง เป็นช่วงที่เหมาะสมในการดูความสมบูรณ์ของทารก เนื่องจากหากพบความผิดปกติแต่กำเนิดของทารก สามารถส่งตรวจเพิ่มเติมได้ เช่น  การเจาะน้ำคร่ำหรือสายสะดือทารกเพื่อดูความผิดปกติของโครโมโซม รวมถึงขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนแนวทางการดูแลขณะตั้งครรภ์และหลังคลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด นอกจากความสมบูรณ์ของทารกแล้ว ยังสามารถประเมินน้ำคร่ำและน้ำหนักทารก สิ่งตรวจพบบางอย่างยังสามารถบอกโอกาสที่ทารกในครรภ์จะเป็นกลุ่มอาการดาวน์ได้ตามค่าอัตราส่วนความน่าจะเป็นของแต่ละสิ่งที่ตรวจพบ

         ในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะคลอดบุตรก่อนกำหนด การตรวจคัดกรองด้วยอัลตราซาวด์ความยาวปากมดลูกทางช่องคลอดในช่วงอายุครรภ์ 16-24 สัปดาห์ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ โดยหากความยาวปากมดลูกน้อยกว่า 25 มิลลิเมตร การเย็บปากมดลูกจะสามารถลดอัตราการคลอดก่อนกำหนดได้

 

3. ไตรมาสที่สาม (หลัง 28 สัปดาห์)

         การอัลตราซาวด์ในช่วงนี้ มักใช้ประเมินน้ำหนักทารกเพื่อทำนายน้ำหนักแรกคลอด รวมถึงการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ว่าเติบโตตามเกณฑ์หรือไม่ วัดปริมาณน้ำคร่ำ ดูตำแหน่งของรก ท่าและส่วนนำของทารก ในบางรายการตรวจติดตามในช่วงนี้เป็นการติดตามต่อเนื่องของความผิดปกติที่ตรวจพบในไตรมาสที่สองเพื่อวางแผนการคลอดและนำข้อมูลที่ได้แจ้งกุมารแพทย์เพื่อใช้ในการดูแลทารกหลังคลอดต่อไป

         การตรวจอัลตราซาวด์ 3 มิติและ 4 มิติ ไม่ได้อยู่ในการตรวจอัลตราซาวด์ตามมาตรฐาน แต่มักใช้สำหรับต้องการตรวจเพิ่มเติมความผิดปกติบางอย่าง เช่น ความผิดปกติของใบหน้า กระดูกหรือภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (์Neural tube defect) ซึ่งผลการตรวจสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ได้

         ถึงแม้อัลตราซาวด์จะช่วยในการวินิจฉัยความผิดปกติแต่กำเนิดตั้งแต่ในครรภ์ได้มาก อย่างไรก็ตามไม่ใช่ความพิการทั้งหมดจะสามารถตรวจได้ด้วยอัลตราซาวด์ การตรวจยังคงมีข้อจำกัด เช่น ความผิดปกติของอวัยวะบางอย่างมีขนาดเล็กมาก ก็ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน หรือความผิดปกติเกิดขึ้นในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ทำให้ตรวจพบได้ในภายหลังเมื่อทารกอายุครรภ์มากขึ้นหรือพบหลังคลอด นอกจากนี้อัลตราซาวด์เป็นการตรวจดูโครงสร้างโดยรวม ไม่ได้ดูการทำงานของอวัยวะ เช่น ลักษณะโครงสร้างโดยรวมของเนื้อสมองปกติ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่ามีภาวะออทิสติกหรือไม่ เป็นต้น

         ถึงแม้การตรวจอัลตราซาวด์จะมีข้อจำกัด แต่ก็มีประโยชน์มากมายดังที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้น การตรวจอัลตราซาวด์ตามมาตรฐานโดยมีข้อบ่งชี้ยังคงมีความจำเป็นสำหรับสตรีตั้งครรภ์ทุกราย

 















เอกสารอ้างอิง

1. AIUM Practice for the Performance of Obstetric Ultrasound Examinations. 2013

2. Screening for Fetal Aneuploidy. Practice Bulletin No.163. American Collage of Obstetricians and Gynecologists. Obstet Gynecol 2016;163: 1-15

3. Lueng KY, et al. Ultrasound prediction of homozygous alpha0-thalassemia using placental thickness, fetal cardiothoracic ratio and middle cerebral artery doppler: alone or in combination? Ultrasound Obstet Gynecol 2010 Feb;35(2);149-54

4. ธีระ ทองสง.ตำราและภาพ คลื่นเสียงความถี่สูงทางสูติศาสตร์ ฉบับเรียบเรียงครั้งที่สอง. 2543


ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter