ใจสั่นจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ: การวินิจฉัย และการรักษา

เอกสารประกอบ  

ใจสั่นจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ: การวินิจฉัย และการรักษา

(Cardiac arrhythmia: Diagnosis and Management)

นพ. ธีรภัทร นันท์ศุภวัฒน์

อายุรแพทย์โรคหัวใจ สาขาสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ

American Board Certifications in Internal Medicine, Cardiovascular Disease, and Clinical Cardiac Electrophysiology)

รหัสเอกสาร PI-IMC-042-R-00


        ใจสั่น (Palpitation) คือ อาการที่คนไข้รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว, เต้นแรง, เต้นไม่สม่ำเสมอ, หรือเต้นๆหยุดๆ  บางครั้งยากต่อการวินิจฉัย  โดยเฉพาะหากตอนไปพบแพทย์อาการใจสั่นหายไปแล้ว  แพทย์อาจตรวจไม่พบความผิดปกติ  ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ไม่ถูกต้อง


สาเหตุของอาการใจสั่น

สาเหตุของอาการใจสั่นมีหลายประการ ตัวอย่างเช่น

1.ใจสั่นจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) สามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ 

1.1 แบบไม่เป็นอันตราย (Benign) คือ หัวใจเต้นผิดจังหวะที่ก่อให้เกิดอาการใจสั่น เหนื่อย อ่อนเพลีย มึนงง หรือหน้ามืดเป็นลม แต่ไม่ก่อให้เกิดหัวใจหยุดเต้นหรือเสียชีวิตฉับพลัน เช่น หัวใจห้องบนเต้นเร็วผิดจังหวะ (Supraventricular tachycardia: SVT), หัวใจเต้นช้าผิดปกติจากกลุ่มอาการซิคไซนัส (Sick Sinus Syndrome: SSS), หรือ หัวใจห้องล่างเต้นก่อนกำหนด (Premature Ventricular Contraction: PVC) เป็นต้น

ส่วนโรคหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ (Atrial Fibrillation: AF) ถึงแม้จะไม่ก่อให้เกิดหัวใจหยุดเต้นหรือเสียชีวิตฉับพลัน  แต่อาจก่อให้เกิดอัมพฤกษ์/อัมพาต (Stroke) จากลิ่มเลือดในหัวใจลอยไปอุดตันในสมองได้

1.2 แบบอันตราย (Malignant) คือ  ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ก่อให้เกิดหัวใจหยุดเต้นหรือเสียชีวิตฉับพลันได้ เช่น หัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดจังหวะ (Ventricular tachycardia/ventricular fibrillation: VT/VF), สัญญาณไฟฟ้าถูกขัดขวางระดับที่ 3 (Third-degree AV block)

2. สาเหตุอื่นๆของอาการใจสั่น เช่น ภาวะซีด, โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ, โรควิตกกังวล/เครียด, ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน, การกินยาลดอาการคัดจมูกที่มีส่วนผสมของ Ephedrine, ไข้, หรือ ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงวัยหมดประจำเดือน เป็นต้น


การวินิจฉัย

การวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการใจสั่น  ประกอบด้วย

1. การซักประวัติและตรวจร่างกายโดยแพทย์ : ลักษณะโดยละเอียดของอาการใจสั่นการตรวจร่างกายทุกระบบ รวมถึงการคลำชีพจร และการฟังเสียงของหัวใจ จะช่วยเป็นแนวทางให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้อง หรือ ส่งตรวจเพิ่มเติมได้เหมาะสมต่อไป

2. การส่งตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุอื่นที่ไม่ได้เกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น การตรวจภาวะซีด, การทำงานของต่อมไทรอยด์, หาค่าอิเล็กโตรไลต์และการทำงานของไต เป็นต้น

3. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: ECG) เป็นการบันทึกกระแสไฟฟ้าจากหัวใจ (ภาพที่ 1) ถ้าตรวจ ณ ขณะที่หัวใจเต้นช้าหรือเร็วผิดปกติ ก็จะสามารถให้การวินิจฉัยโรคได้  และถึงแม้จะตรวจในช่วงที่ไม่มีอาการก็อาจมีลักษณะที่บ่งบอกถึงความผิดปกติในหัวใจที่อาจเป็นสาเหตุของหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ เช่น หัวใจโต, แผลเป็นจากหัวใจ, เส้นเลือดหัวใจอุดตัน, โรคไหลตาย เป็นต้น


ภาพที่ 1 การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: ECG) โดยการติดขั้วไฟฟ้าที่แขน, ขา, และหน้าอกของผู้ป่วย  ซึ่งต่อไปยังเครื่องแปลผล  เพื่อวัดลักษณะการเดินทางของไฟฟ้าในหัวใจ


4. การติดเครื่องมอนิเตอร์คลื่นไฟฟ้าหัวใจเคลื่อนที่ (Ambulatory ECG monitoring) มีเครื่องอยู่หลายแบบ การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับลักษณะและความถี่ของอาการใจสั่น  เช่น Holtor monitor สามารถบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบต่อเนื่องได้ 24-48 ชั่วโมง, Event monitor มีปุ่มให้ผู้ป่วยกดบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะที่มีอาการใจสั่น, หรือ Implantable loop recorder เป็นเครื่องที่ฝังเข้าใต้ผิวหนังของคนไข้และสามารถบันทึกความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจได้นานถึง 3 ปี (ภาพที่ 2)


ภาพที่ 2 เครื่อง Holtor monitor (ภาพซ้าย) และเครื่อง Implantable loop recorder (ภาพขวา) ที่จะใส่เข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอกด้านซ้าย


การรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะ

เมื่อแพทย์โรคหัวใจวินิจฉัยว่าอาการใจสั่นเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ  การรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดและลักษณะของหัวใจเต้นผิดจังหวะ  โดยสามารถแบ่งการรักษาคร่าวๆ ออกเป็น 4 รูปแบบ ซึ่งคนไข้บางคนอาจจะได้รับการรักษาหลายรูปแบบควบคู่กันไป  คือ

1. รักษาด้วยยา เช่น  Beta-blockers, Calcium-channel blockers, or antiarrhythmic drugs (เช่น Amiodarone, Sotalol, Flecainide, Propafenone, Dronedarone, Dofetilideเป็นต้น)  ซึ่งยาแต่ละกลุ่มจะเหมาะกับโรคที่แตกต่างกัน และมีผลข้างเคียงทางยาไม่เหมือนกัน

2. รักษาด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker)(ภาพที่ 3)  ใช้ในการรักษาภาวะหัวใจเต้นช้าผิดปกติ  โดยเครื่องจะปล่อยกระแสไฟฟ้าขนาดต่ำผ่านสายไฟไปกระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจ  ทำให้หัวใจกลับมาเต้นด้วยอัตราปกติ

3. รักษาด้วยเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (Implantable Cardioverter Defibrillator : ICD) ใช้ในการรักษาภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติแบบอันตราย (Malignant tachyarrhythmia) เช่น Ventricular Fibrillation : VF/Ventricular Tachycardia : VT  ลักษณะการใส่เข้าไปในร่างการจะคล้ายกับเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker) แต่เครื่อง ICD จะสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าขนาดสูงเพื่อกระตุกหรือช็อคหัวใจให้กลับมาเต้นเป็นปกติอีกครั้ง 

4. รักษาด้วยการจี้หัวใจ (Cardiac ablation)(ภาพที่ 4) เป็นการรักษาภาวะหัวใจเต้นเร็ว หรือ เต้นผิดจังหวะ ที่เริ่มแพร่หลายมากขึ้นในประเทศไทย ใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีขั้นสูง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจจะใส่สายเข้าไปในหัวใจผ่านทางเส้นเลือดดำ(และบางครั้งเส้นเลือดแดง)ที่ขาหนีบ เพื่อหาจุดหรือบริเวณที่ก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรในหัวใจ  แล้วทำการจี้รักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency ablation) 


ภาพที่ 3 เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker) ภาพซ้าย:  เป็นแผนภาพแสดงให้เห็นตัวเครื่อง (Pulse generator) และสายไฟฟ้า (leads) ที่ต่อจากตัวเครื่อง  ผ่านเส้นเลือดดำที่หน้าอกลงไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจ  

ภาพขวา:เป็นเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจพร้อมสายไฟขนาดจริง


ภาพที่ 4  ห้องปฏิบัติการจี้หัวใจ  แพทย์จะใส่สายผ่านเส้นเลือดที่ขาหนีบเข้าไปที่หัวใจ  และใช้ระบบเอกซเรย์, คลื่นไฟฟ้าหัวใจ, และระบบนำร่องสามมิติ ในการหาจุดไฟฟ้าลัดวงจรในหัวใจ  และทำการจี้ไฟฟ้ารักษา


ผู้ป่วยหลายคนที่มาพบแพทย์ด้วยอาการใจสั่น  แต่แพทย์ตรวจเบื้องต้นไม่พบความผิดปกติ  จึงถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรควิตกกังวล  รักษาผิดโรคไป  มาพบทีหลังว่าจริงๆ แล้วเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะก็มี  พอรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะหาย  อาการวิตกกังวล (ซึ่งจริงๆ ผู้ป่วยไม่ได้เป็น) ก็หายไปด้วย  ผู้ป่วยบางคนมาพบแพทย์โรคหัวใจด้วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ  แต่สุดท้ายพบว่ามีโรควิตกกังวลร่วมด้วยก็มี  ฉะนั้น การใส่ใจในการวินิจฉัยโรคให้แม่นยำถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างมาก


ข้อมูลอัพเดตเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter