คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้

เอกสารประกอบ  


รหัสเอกสาร PI-IMC-036-R-00



    ท่านที่ได้รับการทดสอบภูมิแพ้อยู่ในขณะนี้ สิ่งที่เราทำการทดสอบให้ท่าน คือ สิ่งที่ปะปนอยู่ในอากาศ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ เชื้อรา ไรฝุ่น ขนของสัตว์เลี้ยง เช่น แมว นก เป็ด ไก่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ยากต่อการหลีกเลี่ยง ทำให้ท่านเข้าใจว่า แพ้อากาศ 

        อาการของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้นั้นจะแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการคล้ายหวัด คือ มีน้ำมูกใสๆ ไหล จามติดๆ กันหลายครั้ง คันในจมูกหรือคันตา คันเพดาน คันคอและคันหู คัดแน่นในจมูก หรือมีอาการอื่นๆ เช่น อาการหูอื้อ ปวดมึนศีรษะ จมูกไม่ได้กลิ่น น้ำมูกไหลลงคอหรือมีเสมหะติดคอ ไอ แต่ไม่เป็นเวลา จะมีอาการบางเวลา เช่น เวลาเข้านอน เวลามีอากาศเย็นหรือเวลาทำงานในที่มีฝุ่นมาก หรืออาจมีอาการในบางฤดู เช่น ฤดูฝนหรือฤดูหนาว สิ่งที่ทำให้ท่านมีอาการอาจจะมาจากสิ่งที่ท่านรัก/ชอบ หรือเกี่ยวกับอาชีพของท่าน เช่น ท่านที่คลุกคลีกับสัตร์เลี้ยงพวกสุนัข แมว นก ท่านที่ชอบรับประทานอาหารที่มีเชื้อราปะปน เช่น ขนมปัง สุรา ของหมักดอง หรือท่านที่ทำงานในที่มีฝุ่นมาก เช่น ช่างไม้ หรืองานเอกสารมากๆ เป็นต้น

        สาเหตุนำที่ทำให้เกิดอาการ อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งเชื่อว่าเป็นกรรมพันธุ์ ดังนั้น ผู้ที่เกิดมาในครอบครัวที่มีโรคภูมิแพ้อยู่ด้วย ก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคในกลุ่มนี้มากกว่าคนอื่นๆ

        เหตุโดยตรง คือ สารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่รอบๆ ตัวเรานั่นเอง ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น ทางการหายใจ ทางปาก และการสัมผัส เนื่องจากจมูกเป็นอวัยวะที่เกี่ยวกับการหายใจ ดังนั้น สารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอากาศที่เราหายใจซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ จากการศึกษาพบว่าสารก่อภูมิแพ้ที่มีผู้แพ้บ่อยที่สุด คือ ฝุ่นละอองในบ้าน ไรฝุ่น นุ่น ขนและรังแคของสัตว์เลี้ยง ละอองเกสรของหญ้าและวัชพืชต่างๆ เศษชิ้นส่วนเล็กๆ และสิ่งขับถ่ายของแมลงที่อยู่ในบ้าน เช่น แมลงสาบ ยุง แมลงวัน และเชื้อราในอากาศ


เหตุเสริมอื่นๆที่ทำให้มีอาการมากขึ้น ได้แก่ 

1. สารที่ระคายเคืองต่อเยื่อบุในจมูกโดยตรง เช่น ควันไฟ ควันบุหรี่ กลิ่นฉุน เป็นต้น

2. การเปลี่ยนแปลงของอากาศ เช่น อากาศร้อนจัด เย็นจัด ฝนตก พัดลมเป่า เป็นต้น

3. ร่างกายอ่อนเพลียเนื่องจากอดนอน ทำงานหนัก ขาดการออกกำลัง

4. อารมณ์ตึงเครียด วิตกกังวล ไม่สบายใจ 

5. โรคติดเชื้อ เช่น ไซนัสอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ไข้หวัด เจ็บคอ เป็นต้น

        ในกรณีที่ท่านมีอาการแพ้ดังกล่าว วิธีการที่ดีที่สุดสำหรับการปฏิบัติตัว คือ การหลีกเลี่ยงต่อสิ่งที่ทำให้แพ้ ตามปกติแล้วการหลีกเลี่ยงต่อสิ่งที่ท่านแพ้ทางระบบหายใจเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก มักจะทำได้ไม่สมบูรณ์เด็ดขาด หากท่านปฏิบัติได้ อาการต่างๆ เกี่ยวกับโรคที่ท่านเป็นอยู่จะดีขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อท่านเอง โดยอาจจะไม่ต้องมารับการรักษาเลย 

        ในบางครั้งถ้าหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้แล้วยังมีอาการเป็นครั้งคราว ท่านอาจต้องรับประทานยาช่วย และควรใช้ยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น เพราะยาบางชนิดใช้ต่อเนื่องกันนานอาจมีอันตรายได้

        การรักษาโดยการฉีดวัคซีน สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมาก แม้จะได้พยายามกำจัด/หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้อย่างดีแล้ว ก็ยังต้องใช้ยาระงับอาการช่วยอยู่เสมอ อาจต้องรักษาโดยการฉีดวัคซีนร่วมด้วย เพื่อช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ขึ้น แต่ต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์ และจะต้องทำติดกันอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจึงจะได้ผลดี ท่านอย่าเข้าใจว่าการฉีดยาจะทำให้ท่านหายขาดไม่เป็นอีกเลย เพราะว่าท่านไม่เป็นโรคภูมิแพ้ของอย่างหนึ่งอย่างใดเพียงอย่างเดียว แต่ท่านอาจจะแพ้หลายๆ อย่าง ยาที่ฉีดให้ท่านนั้นแพทย์ได้เลือกเฉพาะสิ่งที่ท่านไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยตนเอง ท่านที่เป็นโรคนี้ต้องหมั่นสังเกตอาการของท่านเอง บางอย่างที่ท่านแพ้อาจแฝงมาในรูปของอาหารหรือเครื่องใช้ประจำวัน ท่านคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยวินิจฉัยการรักษาว่าจะเป็นรูปใด


คำแนะนำในการกำจัดและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย

1. ฝุ่นในบ้านและตัวไรในฝุ่น

ที่เกิดในบ้านหรือที่ทำงานเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ฝุ่นที่เกิดจากเส้นใยต่างๆของที่นอน หมอน มุ้ง กองหนังสือ กองเสื้อผ้า พรม ผ้าม่าน อาจมีขี้รังแคของคนและสัตร์ที่อาศัยอยู่ในบ้าน รวมทั้งตัวไรฝุ่น ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าหัวเข็มหมุด มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ชอบอาศัยอยู่ตามที่นอน และที่ค่อนข้างมืดและชื้น

        ถ้าถูกแสงแดดจัดเป็นเวลานานพอสมควรมันจะตายได้ ดังนั้น ต้องกำจัดฝุ่นละอองและตัวไรในบ้าน โดยเฉพาะในห้องนอนควรโล่ง สะดวกแก่การทำความสะอาด ไม่ควรใช้พรมปูพื้น ถ้าเป็นไปได้พื้นห้องที่เป็นไม้ควรขัดด้วยน้ำมัน ทำให้ฝุ่นที่ตกลงไปเกาะติดและไม่ฟุ้งกระจายหรืออาจใช้กระเบื้องยางปูให้ทำความสะอาดง่าย หนังสือ และเสื้อผ้าควรเก็บในตู้ที่ปิดมิดชิด

        ควรทำความสะอาดห้องด้วยผ้าชุบน้ำอย่างน้อยวันละครั้ง ถ้ามีเครื่องดูดฝุ่นใช้เครื่องดูดฝุ่นช่วยด้วย สัปดาห์ละครั้ง โดยเฉพาะตามมุ้งลวดหรือที่นอน อย่าใช้ไม้กวาดหรือที่ปัดฝุ่นเพราะจะทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายมากขึ้น

        ถ้าผู้ป่วยต้องทำความสะอาดห้องเอง ควรใช้ผ้าเปียกปิดปากและจมูกขณะทำความสะอาดด้วย

        เครื่องนอนทุกชนิด ได้แก่ ที่นอน หมอน มุ้ง ผ้าคลุมเตียง ควรนำออกตากแดดจัดๆ ทุกสัปดาห์ อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที แสงแดดจะช่วยทำให้ตัวไรตายและลดจำนวนลงได้ ส่วนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน มุ้ง ผ้าห่ม และผ้าคลุมเตียงควรซักทำความสะอาดอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เมื่อทำความสะอาดห้องเรียบร้อยแล้ว ควรปิดห้องไว้เสมอเพื่อป้องกันฝุ่นละอองจากภายนอก

2. นุ่น 

        ควรตรวจดูว่าหมอนและที่นอนยัดด้วยนุ่นหรือไม่ ถ้าจำเป็นต้องใช้ควรหาผ้าพลาสติกมาหุ้มให้มิดชิด แล้วจึงสวมปลอกหมอน ถ้าจะซื้อใหม่ชนิดที่ปลอดภัยคือใยสังเคราะห์

3. สัตว์เลี้ยง

เช่น แมว สุนัข นก ไม่ควรเลี้ยงในบ้าน เพราะขนและรังแคทำให้เพิ่มปริมาณฝุ่นและทำให้แพ้ได้

4. ละอองเกสรดอกไม้ 

        โดยเฉพาะหญ้าและวัชพืชซึ่งมีละอองเกสรเล็กๆ สามารถปลิวตามลมได้ไกล ถ้าในบ้านมีสนามหญ้าต้องตัดบ่อยๆ เพื่อลดจำนวนเกสรของมัน แต่ผู้ที่แพ้ไม่ควรทำด้วยตนเอง ต้องไม่นำต้นไม้ ดอกไม้ เข้าไปไว้ในบ้าน

5. เชื้อราในอากาศ 

         มักมีตามที่อับทึบ ชื้น หรือใบไม้ที่ร่วงทับถมกันอยู่ ต้องพยายามกำจัด ภายในบริเวณที่ชื้นแฉะ เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว ควรทำความสะอาดบ่อยๆ และเปิดให้แสงแดดส่องถึงมากที่สุด ห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศบ่อยๆ เป็นที่มีความชื้นมาก เชื้อราเกิดขึ้นได้ง่าย ต้องทำความสะอาดตัวเครื่องปรับอากาศบ่อยๆ ด้วย

        นอกจากนั้น ควรสังเกตุและระมัดระวังอาหารที่มีเชื้อราด้วย เช่น เนย เบียร์ ไวน์ เหล้า น้ำซีอิ้ว เต้าเจี้ยว น้ำส้มสายชู ขนมปัง เค้ก คุ้กกี้ พริกป่น ถั่วป่น ผลไม้แห้ง เห็ดทุกชนิด ของหมักดอง อาหารกระป๋อง ถ้าหากรับประทานอาหารชนิดใดแล้วเกิดอาการแพ้ ท่านต้องไม่ลืมว่าการหลีกเลี่ยงจากการแพ้เป็นการรักษาที่ดีที่สุด

ข้อมูลจาก หน่วยภูมิแพ้และไซนัส ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา 

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ข้อมูลอัพเดตเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562


ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter




Facebook : SriphatMedicalCenter